วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2557

Pretty Woman ผู้หญิงบานฉ่ำ ซินเดอเรลล่าหลงยุค!!



Pretty Woman ผู้หญิงบานฉ่ำ

ใครทันได้ดูเรื่องนี้บ้างครับ ยกมือกันหน่อย ก็ใช่ว่าจะหาพวกพ้องคนอายุเยอะอะไรกันนะครับแค่อยากบอกว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่งครับ ก็เลยอยากจะขอมือคนที่ดูและจะแนะนำให้ไปหา DVD มาดูกันครับ เพราะหนังเรื่องนี้หาแผ่นไม่ยากเพราะเป็นหนังในระดับตำนานของฮอลลีวู้ดกันเลยทีเดียวครับ

หนังจะว่าไปก็คล้ายกับ ซินเดอเรลล่า ยุคสมัยใหม่ที่ว่าถ้าคุณจะมีโชคแล้วอะไรก็คงห้ามคุณไม่ได้จากสิ่งที่จะเข้ามา เรามาดูเนื้อเรื่องกันก่อนครับ

."เอ็ดเวิร์ด ลูอิส (ริชาร์ด เกียร์) นักธุรกิจผู้ร่ำรวยที่ชำนาญการซื้อกิจการและแบ่งขายออกบังเอิญได้เดินทางไป ที่นครลอสแอนเจลิสเพื่อทำธุรกิจ ซึ่งบังเอิญได้มาพบกับ วิเวียน วอร์ด (จูเลีย โรเบิร์ต) สาวขายบริการที่ใช้ชีวิตตามท้องถนน เขาเกิดประทับใจบางอย่างในตัวเธอเข้า จึงเสนอเงินก้อนหนึ่ง เพื่อให้เธอใช้เวลาอยู่กับเขาตลอดทั้งสัปดาห์ และเมื่อเขาได้รู้จักเธอมากขึ้นเรื่อย ๆ เขากลับรู้สึกว่า วิเวียน ไม่ได้เป็นแค่สาวขายบริการทั่วไปอย่างที่เขาคิดในตอนแรก แต่เธอ...มีอะไรบางอย่างที่พิเศษเหนือใครและทำให้เขารู้สึกมีความสุขในทุก ๆ ครั้งที่ได้อยู่ใกล้เธอ จนในที่สุด...เขาก็ตกหลุมรักเธอเข้าจนได้"

เป็นไงครับกับเนื้อเรื่องที่ได้อ่าน เป็นใครก็ต้องบอกว่าเฮ้ยมันจะมีแบบนี้จริงๆ เหรอที่ว่าสาวที่ทำงานอย่างว่าแล้วได้เจอกับรักแท้แถมยังเป็นรักแท้ที่ตกถังข้าวสารเสียอีก ในชีวิตจริงจะมีแบบนี้เหรอ ก็ต้องบอกว่า มีแน่นอนครับ แต่มันมีไม่บ่อยที่เจอแบบนี้

งานนี้ต้องบอกว่าหนังทำออกมาได้อย่างดีส่วนผสมของหนังทำได้ลงตัวอย่างน่าประหลาด หนังเดินเรื่องได้แบบเนิบๆ แต่น่าติดตาม และลุ้นไปกับ วิเวียน ว่าจะเข้าใจกับ เอ็ดเวิร์ด ได้ตอนไหน จะสามารถบอกความต้องการที่แท้จริงของหัวใจได้อย่างไร ในเมื่อมีความแตกต่างของชนชั้นของสังคม เห็นไหมครับว่าหนังบอกเราได้หลายอย่าง เหมือนกับหนังไทยที่เค้าบอกว่าเป็นหนังน้ำเน่าที่ใครๆ ก็เดาเรื่องได้ Pretty Woman ก็เป็นเรื่องที่ว่านั้น เดาได้ว่าหนังจะเป็นอย่างไร แต่ว่าเราก็ตามลุ้นว่าพระเอกกับนางเอกจะลงเอยกันได้อย่างไร

แล้วหนังเรื่องนี้ก็ทำให้ จูเลีย โรเบิร์ต ดังในข้ามคืนมีผลงานมากมาย ริชารด์ เกียร์ ก็ได้กลับมาเกิดใหม่ มาๆ ผมว่าเราไปดูกันดีกว่า

วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

20th Century Boys - Chapter 3: Our Flag



20th Century Boys - Chapter 3: Our Flag 
ใครเคยดูหนังเรื่องนี้บ้างครับ อยากบอกว่าผมก็เป็นแฟนหนังเรื่องนี้ครับ จริงๆ ผมไม่เคยได้รู้จักเรื่องนี้มาก่อน ได้ติดตามข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีหนังเรื่องนี้เข้า และผมก็เป็นแฟนหนังญี่ปุ่นอยู่แล้วก็เลยตื่นเต้นหาข้อมูลใหญ่เลย จนได้ไปเจอหนังสือการ์ตูของเรื่องนี้เข้าเป็นชุดเซ็ต 20เล่มจบมั้ง เป็นกล่องสวยงามเลยผมควักเงินซื้อเลยครับ พอกลับมาบ้านลงมืออ่านเลยครับอ่านรวดเดียวยันตีสามตีสีถึงจบ แหมมันสนุกดีแท้ๆ  ยังนึกในใจเลยว่าทำไมไม่เคยอ่านมาก่อนนะ เนื้อหาของหนังการ์ตูนก็เป็นเนื้อหาของหนังที่เอามาทำทั้่ง 3ภาคครับ แล้วหนังทีทำออกมาก็ยังคงเนื้อหาได้เป็นอย่างดี สนุก ซ่อนเงื่อน น่าค้นหาตลอดเหมือนเดิม 

หนังทำออกมาเป็นไตรภาค ผมก็ซื้อแผ่น DVD เก็บทั้งสามภาคครับ แต่ภาคที่จะเอามาแนะนำนี่เป็นภาคสามครับซึ่งก็จะว่ากันสั้นๆ ไม่เยิ่นเย้อกัน แล้วค่อยๆ เอาภาค 1-2 มาแนะนำต่อ ซึ่งผมว่าทั้งสามภาคสนุกไม่แพ้กันครับ ก่อนอื่นก็มาดูเนื้อหาของภาคสามกันนี้ก่อนครับ





" ในปี 2017 เมื่อ "เพื่อน" กลายเป็นประธานาธิปดีโลก เพราะช่วยโลกให้พ้นวิกฤติไวรัสล้างโลกมาได้ เพื่อนกลายเป็นผู้ครองอำนาจสูงสุด ชี้นำสังคมโลกอย่างเด็ดขาด อีกทั้งยังสร้างภาพให้ กลุ่มเคนจิและผองเพื่อน เป็นเหล่าร้ายทำลายล้างโลก เคนจิและผองเพื่อนที่ซ่อนเร้น แฝงตัวอยู่ รอคอยเวลาที่จะกลับช่วยมนุษยชาติไม่ให้ต้องสูญสิ้นไปกับแผนการร้ายของ เพื่อน "


หนังทำออกมาในโทนอบอุ่นที่มีให้กันของเพื่อนสมัยเด็กที่ถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานมากขนาดไหนก็ยังรักกัน ช่วยเหลือกัน ไม่ทิ้งกัน เหมือนคำที่ว่า เพื่อนไม่ทิ้งกัน แหม..ยังกับเพลงเลย ต้องบอกว่าหนังทำออกมาได้ใจคนชอบหนังญึ่ปุ่นครับ ตัวเอกที่ชื่อเคนจินั้น มาพร้อมกับคาแรคเตอร์ที่ไม่กล้าที่จะตัดสินใจและมาพร้อมกับปมที่ฝังใจในความผิดที่ได้ทำไว้ จะว่าไปก็เหมือนกันคนทุกคนที่ต้องเคยทำสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตแล้วความผิดในใจนั้นมันกัดกร่อนจิตใจให้ต้องเจ็บปวดทรมานไม่มีที่สิ้นสุดจนกว่าจะได้ล้างบาปล้างความผิดจากใจไปให้หมดด้วยการทำอย่างหนึ่งอย่างใจ ผมว่าจุดนี้เป็นจุดที่หนังได้สื่อให้เห็นครับ ความกล้าที่จะยอมรับความผิดที่ได้ทำไว้ ความรักของเพื่อนที่มีให้กันตลอดเวลาแม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานขนาดไหน ซึ่งเป็นหลักความจริงที่ทุกคนต้องเคยเจอกับตัวเอง 


หนังเดินเรื่องด้วยความปราถนาของ เพื่อน ที่เป็นเพื่อนสมัยวัยเด็กของกลุ่มเคนจิ ที่ต้องการให้เคนจิยอมรับในตัวของเค้า เพื่อน ขาดซึ่งการยอมรับจากคนอื่นๆ เลยต้องการที่จะหาใครซักคนที่จะยอมรับในตัวตนของเขา แล้ว เพื่อน ก็ทำทุกอย่างที่จะให้เหนือกว่า เคนจิ เพื่อที่จะให้เคนจิยอมรับเขาให้ได้ เห็นไหมครับ การที่ใครซักคนไม่มีเพื่อนนั้นมันเจ็บปวดมากขนาดไหน แล้วมันจะกลายมาเป็นสิ่งที่เลวร้ายในอนาคตเป็นสิ่งที่สร้างความเลวร้ายให้เกิดขึ้น อันนี้คือในหนังที่สื่อออกมาให้เราได้เห็นกันนะครับ 


อีกสิ่งที่หนังแสดงให้เห็นคือ ความรัก ความเชื่อมั่น ที่ คันนะ หลานของ เคนจิ ที่มีความรักและเชื่อมั่นในตัวของอาของเธอ เรียกว่าเป็นความรักและสายสัมพันธ์ที่หลานสาวมีให้ต่อน้า เป็นความเชื่อมันแ ความรัก และความผูกพันที่บริสุทธิ์





และอีกสิ่งที่หนังได้บอกเราคือ การค้นพบตัวตนที่แท้จริงของเรา ความรับผิดชอบที่ต้องทำ ความจริงที่ต้องยอมรับในสิ่งที่เป็นไป ความกล้าที่จะยอมขอโทษในสิ่งที่ผิด แหมมันหลากหลายจริงๆ ครับเอาเป็นว่าไปดูกันเลยดีกว่าจะได้เห็นในหลายสิ่งหลายอย่าง


ในความเป็นจริงแล้วหนังกับโลกแห่งความเป็นจริงก็ไม่ค่อยต่างกันครับ เรียกว่าเป็นสิ่งสะท้อนความเป็นจริงครับแต่มันจะมากน้อยขนาดไหนก็ว่ากันไป เราดูหนังเพื่อความสนุกแล้วเป็นสิ่งเตือนใจเพื่อให้เป็นอุทาหรณ์ครับ ดูหนังดูตัวเราปรับปรุงแก้ไขต่อไป 


สรุปแล้วหนังเรื่องนี้ผมชอบมากเป็นการส่วนตัวครับหนังได้รวมเอาดาราดังๆ มากมายเลยและเนื้อเรื่องก็สนุก และเพลงประกอบนี่ผมชอบเลยทีเดียครับ เอาเป็นว่า

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

Edge of tomorrow เกิด ดับ วนเวียนไม่มีจบ





ใครได้ดูหนังเรื่อง Edge of tomorrow บ้างครับ ผมว่าเรื่องนี้สนุกทีเดียวแต่ว่าก็ไม่ได้สนุกขนาดที่ว่าประทับใจทุกช็อตนะครับ หนังเรื่องนี้ได้เอาเค้าโครงเรื่องมาจากนิยายของญี่ปุ่นครับ แล้วมาปรับเปลี่ยนโครงเรื่องให้เหมาะกับการทำเป็นหนังฮอลลีวู้ด เพราะถ้าทำแบบญี่ปุ่นจะไปแบบเงียบเชียบแน่ๆ 

หนังเรื่องนี้มีดาราชูโรงคือ ทอม ครูซ (Tom Cruise) และเอมิลี บลันต์ (Emily Blunt)นับว่าเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ถูกจับตามองอย่างมาก แม้ว่าเนื้อหาจะผิดเพี้ยนไปจากนวนิยายต้นฉบับบ้างเล็กน้อยแต่ก็ไม่ทำให้ความสนุกลดลงแต่อย่างใด และ Edge of Tomorrow ยังได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ ทอม ครูซ และผู้กำกับดัก ไลแมน (Doug Liman) 

ซึ่งแน่นอนว่าบทวิจารณ์ด้านบนนั้นก็ไม่ได้เหนือจากจริงเพราะหนังทำออกมาได้ดีครับ บทหนังทำได้ดี ตัดต่อเรื่องราวให้เข้าใจได้ง่ายไม่ซับซ้อนเกิน เพราะหนังเป็นการย้อนไปย้อนมาวนไปวนมาของประการณ์หลังตายแล้วต้องมาอยู่จุดเดิมเพื่อทำภาระกิจเดิมๆ ให้สำเร็จ จะเห็นว่าเรื่องอาจไม่เร้าใจ แต่พอได้เข้าไปดูแล้วก็รู้สึกได้ทันทีว่ามันน่าดูนะนี่ เพราะเรื่องราวไม่ได้เวอร์เกินไป(ก็หนัง sci-fi)นัก หนังเดินเรื่องไประหว่าง ทอม ครูซ และ เอมิลี บลันต์ ไปมาๆ ก็ทำให้รู้สึกสนุกกับบทสนทนาของทั้งสอง 

หนังแสดงออกถึงภารกิจที่ต้องทำแม้ว่าจะยากลำบากอย่างไรก็ต้องทำและบรรลุเป้าหมายให้ได้ เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทุกหนทุกทางในญี่ปุ่น ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่หนังให้หลักปรัชญากับคนดูครับ มาดูการแสดงของทอมครูซ กับ เอมิลี เรียกว่าเข้ากันได้อย่างดี ในส่วนตัวผมคิดว่าสองคนนี้เล่นได้เข้าขากันดี และองค์ประกอบของหนังการทำโปรดักส์ชั่นเรียกว่าดีกว่าที่ตั้งความหวังไว้ สมจริงสมจังดีครับ การแสดงของทั้งสองคนไม่ได้โอเวอร์แอ็คติ้งเกินไป และบทหนังยังได้แสดงออกถึงการพัฒนาของตัวละครเมื่อเวลาผ่านไป นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้ผมคิดว่าหนังได้เดินไปในทางที่โอเคเลยทีเดียว

ในหนังเรื่องนี้ต้องยกความดีให้กับนักแสดงร่วมด้วยครับ เพราะแสดงกันได้ไม่ขาดไม่เกินทำให้หนังเดินเรื่องได้แจ่มมากๆ ต้องบอกว่าหาดูหนังแบบนี้ได้น้อยนะครับ หนัง action sci-fi ก็ทำออกมาบางทีก็แป็ก บางทีก็ขาดๆ เกินๆ ซึ่งก็ขึ้นว่าผู้ชมจะชอบไหม ส่วนตัวผมชอบดีครับ จริงๆ หนังแนวนี้เป็นหนังที่ขายยากมากในการที่จะเป็นหนังทำเงิน ส่วนมากจะเป็นหนังที่ได้แค่กล่องอย่างเดียว หนังแนวเดียวกันที่คล้ายๆ กันจะเป็นเรื่อง Dark City เป็นอีกเรื่องที่ทำออกมาได้ดีแต่เรื่องรายได้จะไม่เท่าไหร่ ส่วนเรื่องที่คล้ายกันแต่อาจจะคนละแนวคือ Inception หนังเรื่องนี้ทำออกมาดีแล้วได้ทั้งเงินทั้งกล่องเลยเรียกว่าได้ประสบความสำเร็จมากมาย 



วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557



Action Movie หนังที่ดูได้ดูดี...แล้วหนังบู๊ของไทยล่ะหายไปไหน?

จะว่าไปขึ้นหัวแบบนี้เพราะเมื่อว่าเมื่อวานได้ไปดูหนัง The Expendables3 มาก็ต้องบอกว่าสนุ ตื่นเต้น สมราคาที่ต้องคอย แล้วที่สำคัญหนังได้รวมเอาดาราหนังแอคชั่นรุ่นเก่าๆ ผสมรุ่นใหม่มาแบบเต็มจอเลย เรียกได้ว่าเรียกแฟนๆ ได้ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ การตลาดเค้าดีจริงๆ นะจะบอกให้ สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดูนะครับรีบเลยๆ หนังสนุกดีอย่าให้พลาดๆ

มากันต่อที่ว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร หนังไม่มีไรมากครับไล่ล่าคู่แค้นและช่วยเหลือเด็กๆ ในทีม แต่ว่าในตัวหนังเองก็มีลูกเล่นแสบๆ คันๆ มาให้ได้สนุกกันไม่ทื่อเกินไปนัก แบบว่าหนังเป็นแอคชั่นสมัยเก่าผสมเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการสู้และทำให้ออกมาเนียนๆ แจ่มดี จะว่าไปแล้วทำให้นึกถึงหนังไทยนะครับที่เป็นหนังบู๊สมัยก่อนที่เป็นบู๊ล้างผลาญ ยิงภูเขา เผากระท่อม ซ้อมคนแก่ ประมาณนี้ จนทุกวันนี้หนังแอคชั่นแบบนี้ได้หายไปจากบ้านเราเรียบร้อยครับ จะมีก็แต่ทำออกมาฉายทางทีวีที่เห็นทำออกมาเป็นเจ้าประจำก็ของ คุณฉลอง ภักดีวิจิตรหรือที่ในชื่อที่รู้จักกันคือ อาหลอง  

หนังของอาหลองนี่ผมเคยดูมาจำได้แม่นก็เรื่อง "ทอง" ที่ทำออกมาเพื่อฉายสูตลาดโลกและก็สำเร็จตามเป้าและหนังที่ทำออกมาสนุกมากในสมัยนั้น ซึ่งได้มีการนำเอาดาราดังๆ ของฮอลลีวู๊ดมาเล่นด้วยเกือบทุกภาค แล้วทองนี่ก็สร้างออกมาหลายภาคมากแล้วก็เนื้อหาที่คงคอนเซ็ตป์คือตามหาทองที่หายไปของรัฐบาล แต่ว่าถึงจะคอนเซ็ตป์เดิมแต่หนังสนุกครับ เป็นหนังที่ผมคิดว่าน่าจะหามาดูกันนะครับ หากว่ามีโอกาสก็อย่าพลาดสำหรับตำนานหนังไทยกัน

มาต่อที่หนัง The Expendalbles3 ผมว่าหนังเรื่องนี้คุ้มที่ได้ดูดาราคนโปรดในหัวใจของใครๆ หลายๆ คนไมว่าจะเป็น ซิลเวสเตอร์ สตาโลน, เจสัน สตราแธม, แฮริสัน ฟอร์ด, อาร์โนลด์ ชวาชเน็กเกอร์, เมล กิ๊บสัน, เวสลีย์ สไนปส์, ดอลฟ์ ลันแกรนน์, เจ็ต ลี, แอนโตนิโอ แบนเดอรัส, เกร็น พาวเวล, เคลแลน ลุทซ์, วิคเตอร์ ออร์ติส และปิดท้ายที่สาวแกร่ง รอนด้า รูซี่ย์

เห็นไหมครับเยอะไปหมด แต่ว่านะหนังฟอร์มใหญ่แบบนี้ต้องมีแม่เหล็กมาช่วยๆ กันดึงคนดูกันหน่อย หนังจบได้แบบ happy ending ครับแล้วก็คิดว่าต้องมีภาค 4 ตามออกมาแน่ๆ ถ้าหากว่าซิลเวสเตอร์ไม่เหนื่อยซะก่อน ต้องบอกว่ายุคนี้ใครว่าดาราเก่าจะตกอับไม่ได้แล้วนะครับเพราะก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าดาราเก่าๆ ก็มีดีเหมือนกัน 

ก่อนจบก็ยัหวังว่าจะได้ดูหนังบู๊ของไทยบ้างจะมีใครสร้างออกมาฉายอีกไหมหนอ?

วันอังคารที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2554

หนังดีที่ดูแล้ว

มากันเป็นชุดๆ สำหรับหนังใหม่ซึ่งผมก็ไปสำรวจที่โรงหนังมาแล้วครับไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Green Lantern, Kung Fu Panda 2, X-Men : First Class, Pirates of the Caribbean 4 : On Stranger Tides ต้องบอกว่าทุกเรื่องที่ไปดูมานั้นสนุกทุกเรื่องครับ แต่ที่ต้องสังเกตคือค่าตั๋วหนังตอนนี้พุ่งขึ้นเป็น 160 บาทต่อที่นั่งธรรมดาแล้วครับ ผมเพิ่งมาสังเกตเอาหลังๆ นี่เอง ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแพงนักหนา แล้วโฆษณาในโรงหนังของเครือ M นั้นโฆษณาไปเกือบ 40 นาทีกว่าหนังจะฉายผมก็เพิ่งมาสังเกตเหมือนกันว่านานจัง ถ้าปรับปรุงก็ดีครับ อีกข้อที่สงสัยคือว่าทำไมที่หนังมันจะต้องมีตังหนังสือเช่น ov4 mn6 อะไรประมาณนี้ในหนังซึ่งคงเป็นสัญลักษณ์บางอย่างในการตรวจสอบหนังหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ แต่จะว่าไปก็เห็นมาตลอดแต่ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร 


มาว่าที่ตัวหนังที่ดูผ่านมาใจผมชอบ pirates มากกว่าเรื่องอื่นๆ แต่ Kung Fu Panda 2 นี่ก็โอเคนะครับแต่ว่าหนังมันออกลึกซึ้งไปอีกขึ้นแต่ยังดีที่ได้ความน่ารักของตัวละครมาช่วยให้ดูสนุก


ตอนนี้ผมก็กำลังรอหนังใหม่ๆ เพื่อที่จะได้ตีตั๋วเข้าไปเสียตังค์ 160 บาทเฮ้อคิดแล้วกลุ้มเมื่อก่อนเคยดูแค่ 80  บาทเองครับ ก็ต้องทำใจยามเงินแพง บ่นให้ฟังแค่นี้ก่อนนะครับ เดี๋ยวมาเจอกันใหม่ ตอนนี้ผมกำลังเอาหนังซีรีย์ญี่ปุ่นมารดูใหม่เดี๋ยวมาแนะนำกันครับหนังสนุกมากๆ

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

ซีรีย์ดีๆ ละครดีๆ หนังสือดีๆ

  • กลับบ้านมานั่งดูหนังซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่อง Queen of Enka เส้นทางสู่ฝันราชินีเสียงทอง สนุกดีครับซึ้งดีวันนี้เป็นตอนจบด้วยเสียดายๆ ซี่รี่ย์ญี่ปุ่นจะ 10 ตอนจบประมาณนี้ครับ ต่างจากละครไทยที่ประมาณสองเดือนขึ้น
  • จะว่าไปหนังซีรีย์ญี่ปุ่นนี่ผมชอบมากๆ โหลดจากเวปบิตเมืองนอกที่เค้าปล่อยโหลดฟรีมาดูตลอด ดูแบบไม่มีซับก็ดู สนุกดี มีเอกลักษณ์ ฮา ขำกลิ้งดี
  • ถ้าเพื่อนๆ ท่านใดเป็นแฟนซีรีย์ญี่ปุ่นเหมือนผมก็มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ ผมว่าจะได้อะไรหลายๆ อย่างครับ
  • พูดถึงซีรีย์แล้วที่พลาดไม่ได้คือ CSI ผมชอบมากๆ เลยครับสนุกดีติดตามปมปริศนาหลากหลายดี
  • ตอนแรกไม่ค่อยได้ดูเท่าไหร่แต่พอเริ่มดูแล้วติดครับ หนุกหนานๆ 
  • อีกเรื่องที่ผมชอบคือ HERO ซีรีย์ฝรั่งที่พระเอกเป็นพวกมีพลังพิเศษอันนี้ก็หนุกหนานแล้วก็ซับซ้อนย้อนไปย้อนมาดี
  • แต่ละครไทยที่ดีๆ ก็มีเยอะครับผมชอบเรื่อง น้ำใสใจจริง เวอร์ชั่นช่อง 7 สนุกได้แบบเป็นกันเองแล้วเข้าถึงมากๆ ชอบศรราม แคท นัท เต๋า แล้วก็ทุกตัวละครเลยครับ อาจเป็นเพราะผมอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยเลยดูแล้วชอบไปใหญ่
  • เกือบลืมว่าเดือนนี้มีงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาตินะครับอย่าล้มไปเยี่ยมบูทหนังสือกันนะครับหนังสือดีๆ รออยู่เยอะเลยครับ แล้วหนังสือแปลญี่ปุ่นดีๆ ก็มีเยอะมากๆ ครับ ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่พลาดกับงานนี้แน่ๆ ครับ
  • มีหนังสือดีๆ ที่แนะนำให้อ่านคือเรื่อง วุ่นวาย...กาลิเลโอ เป็นหนังสือที่เอาไปทำละครซีรีย์แล้วเรตติ้งสูงมากๆ ซึ่งจะมีหนู โค ชิบาซากิ กับ ฟุคุยาม่า มาซาฮารุ ซึ่งผมก็ชอบอีกแล้วเรื่องนี้สนุกอย่างมากขอบอกๆ ติดตามกันเลยครับ
  • เขียนมาเยอะแล้วไปก่อนละครับ คราวหน้าเจอกันใหม่ถ้ามีหนังที่ดีๆ จะเล่าให้ฟังอีกครับ

วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

หนังใหม่ที่ยังไม่ได้ดู

  • วันนี้ก็เข้าเขียนตามเรื่องตามราวก่อนครับ ช่วงนี้เวลาจำกัดจำเขี่ยมากๆ ทำให้เวลาการอัพเดทบทความหรือเล่าหนังแทบจะหายากมาก 
  • เหตุผลคืองานประจำเยอะจัด เหมือนอ้างเลยนะครับ 555 
  • แต่ว่าก็ตั้งใจแล้วว่าจะต้องอัพหรือเขียนให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 เรื่องเพราะจะได้มีรายได้จากช่องทางที่แปะไว้
  • ตอนนี้หนังเรื่อง "ปัญญา เรณู" ของคุณบิณฑ์ บันลือฤทธิ์ กำลังได้ใจแฟนหนังไทยหลายๆ คน อาจเป็นเพราะความสดใสของตัวแสดง บทหนังที่ให้กลิ่นอายความเป็นลูกทุ่งคนอีสาน 
  • หนัง " ปัญญา เรณู" เลยได้ใจของใครหลายๆ คนไปโดยปริยาย แล้วยิ่งมีการกล่าวขวัญถึงในเวปบอร์ด พันทิพย์ แล้วด้วยทำให้หนังเริ่มคืบคลานเข้าไปในใจของคนไทยได้ไม่ยาก
  • อีกเรื่องที่ผมเสียดายคือละครเรื่อง เนื้อคู่ อยากรู้ว่าใคร ที่ได้ลาจอไปเหตุด้วยหลุดโผนั้น ผมก็ยังเป็นแฟนของเค้าอยู่นะครับยังอยากดูใหม่อีกครั้งครับ
  • จำได้ว่าเมื่อก่อนที่ช่อง 7 นั้นจะมี วิก07 เป็นละครเวทีที่ผมชอบมากๆ ขำ ฮา ซึ้งได้ตลอดเวลาที่ดู ผมยังเสียดายเลยครับไม่ได้อัดวีดีโอไว้ หากว่าท่านใดมีก็เอามาแชร์กันหน่อยนะครับ 
  • ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่ฝันเกินไปหรือเปล่าก็ไม่รู้นะครับ แต่ก็หวังว่าจะได้ดูอีกครั้งครับ 

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

Happy Sunday 13 Feb 2011

  • ใกล้เข้ามาอีกวันสำหรับวาเลนไทน์ วันที่คนทั่วโลกส่งความรักให้กันและกันไม่ว่าใครก็มีความรักได้ทุกคนเลย
  • หนังที่จะแนะนำก็เรื่อง Love Actually ดูกี่ครั้งๆ ก็ไม่เบื่อ
  • วันนี้ตื่นมาพร้อมกับอากาศที่ดีมากๆ ฝนตกปรอยๆ ตอนเช้าอยากให้เป็นอย่างนี้ตลอดเลย 
  • วันนี้ผมขอประชาสัมพันธ์นิดหน่อยครับ ถ้าเพื่อนๆ อยากหาของขวัญฝากผู้หลักผู้ใหญ่ลองเข้าไปที่ www.thaiglasshouse.com ดูครับเป็นเวปแก้วเป่าที่มีหลากหลายเลยครับ สวยงามทั้งนั้น
  • แล้วอย่าลืมนะครับเพื่อนๆ ถ้ามีประสบการณ์เกี่ยวกับวาเลนไทน์ก็แชร์กันนะครับ
  • วันนี้ผมจะไปเดินสำรวจที่สวนจตุจักรไปดูของผมว่าที่สวนนี่เป็นที่ๆ ผมชอบไมมากๆ อีกที่หนึ่งเลยครับ
  • ช่วงเย็นๆ ผมจะมาอัพเดทหนังอีกทีครับไม่น่าพลาดครับ ช่วงนี้ดูหนังแผ่นเยอะมากๆ สนุกทั้งนั้น

วันศุกร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วาเลนไทน์ วันหวานสำหรับหัวใจ

  • กลับมาแล้วครับกลับมานั่งเขียน นั่งบ่น ตามประสาคนกันเอง มาวันนี้ก็วันที่ 11 กุมภาพันธ์แล้วใกล้วันวาเลนไทน์วันแห่งความรักที่ทุกคนตั้งตารอคอยกัน ไม่ว่าจะเป็นวัยไหนรุ่นไหนก็มีความรักกันทั้งนั้นครับ และวันนี้จริงๆ มีประวัติที่น่าสนใจแต่ว่าไปแล้วเพื่อนๆ ก็น่าจะทราบกันแล้ว
  • อาทิตย์ที่แล้วผมไปเดินสวนจตุจักรมา ก็เนื่้องด้วยธุรกิจส่วนตัว คนเดินเยอะมากๆ ฝรั่งชาวต่างชาติเยอะ พวกแถบเอเซียก็เยอะครับ แต่จะว่าไปแล้วสวนจตุจักรของเราเป็นตลาดนัดที่ใหญ่ติดอันดับต้นๆ เลยนะครับ
  • เสาร์นี้ผมก็คงต้องไปเดินที่สวนอีกแล้วไปหาซื้อของ จะว่าไปแล้วไปช่วงเช้านี่ดีที่สุดครับแดดกำลังดี ไม่ร้อนเกินไป พอดีว่าไปเดินเมื่ออาทิตย์ที่แล้วไปได้ตัวต่อกระดาษสามมิติ ที่ต่อเป็นรูปผมไปได้มา 2 โมเดลแล้วก็หุ่นพลาสติกอีกตัว สนนราคาห้าสิบหกสิบครับไม่แพงครับก็กะว่าจะเอามาเป็นของกำนัลเล็กๆ น้อยๆ สำหรับเพื่อนที่ติดตามอ่าน blog ซึ่งอาจจะมีไม่มีกี่คนผมก็ดีใจแล้ว
  • พรุ่งนี้ผมจะเอารูปมาขึ้นที่ blog นะครับแล้วมาเล่นเกมสนุกๆ กันแล้วเอาของรางวัลไปเล่นกัน แต่ต้องบอกว่าราคาค่างวดไม่แพงนะครับแต่เอาไปเล่นสนุกๆ ก็พออย่าคิดมากครับ
  • ส่วนเพื่อนๆ ที่มีประสบการณ์ที่ประทับใจในเรื่องมันส์ๆ สนุกๆ หรือหวาดเสียวในวันวาเลนไทน์ส่งมาให้อ่านบ้างนะครับ หากว่าเรื่องเด่นโดนใจให้ไปเลยตัวต่อกระดาษสามมิติ กับ หุ่นพาสติกไปเลยครับรางวัลเดียวไปเลยสามชิ้น และพอดีผมมีตุ๊กตาแก้วเป่ารูปวัวและกระต่ายถือถุงทอง เป็นตุ๊กตาแก้วเป่าตัวเล็กครับ 3 นิ้ว ผมให้อีกท่านที่เขียนได้ประทับใจ
  • ก็ถือว่ามาร่วมแชร์ประสบการณ์ความสนุก ความประทับใจครับ ถือว่าเพื่อนๆ กันเขียนให้กันอ่าน
  • วันนี้ถือว่าทักทายวันแห่งความรักก่อน แล้วผมจะมาแนะนำหนังต่อในวันพรุ่งนี้ครับ ผมมองไว้หลายเรื่องเลย เป็นหนังสนุกๆ ทั้งนั้นครับ วันนี้ลาล่ะครับเจอกันวันพรุ่งนี้ครับ

วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Inception vs Dark City อะไรที่ขาดหายไป!!!


มาอีกครั้งครับ วันนี้ไปดูหนังเรื่อง Inception : จิตพิฆาตโลก เรื่องที่เค้าว่าเป็นว่าที่หนังยอดเยี่ยมออสการ์ปีหน้าครับ เค้าว่ากันว่างั้นนะครับส่วนตัวผมไม่เชื่อหรอกครับนอกจากจะได้ไปเห็นไปดูกับตาตัวเองถึงจะบอกได้ว่าเค้าพูดจริงหรือเปล่า หนังเรื่องนี้จะว่าไปฟอร์มดีครับเพราะเป็นหนังของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับ แบทแมน แบ็คไนท์ และอีกเรื่องก็ ดาร์ค ซิตี้ เมืองเปลี่ยนสมอง มนุษย์ผิดคน ต้องบอกว่าหนังสองเรื่องนี้สุดยอดทั้งสองเรื่องครับ inception นี่วางโครงเรื่องได้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนแบบสามชั้นสี่ชั้นเลย ส่วนดาร์ค ซิตี้ ก็วางโครงเรื่องได้สุดยอดเช่นกัน บรรยากาศของหนังสองเรื่องนี้ผมต้องบอกว่าต่างกันพอดู inception เล่นกับจิตมนุษย์ที่ต้องการรู้ความจริงในสิ่งที่ลึกลงไปในก้นบึ้งของจิตใจ ส่วนดาร์ค ซิตี้ เล่นกับความอยากที่จะมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ โทนเรื่องก็เดินเรื่องไปอย่างที่ว่าเหนือชั้น ดนตรีประกอบก็ทำให้เร้าใจเรียกว่าทั้งสองเรื่องได้ใจผมไปเต็มๆ ก่อนอื่นต้องบอกว่า Inception นั้นเดินเรื่องพร้อมกับดาราที่ทรงพลังพร้อมบทที่ส่งให้แต่ละตัวละครแสดงได้ออกมาอย่างโดดเด่นไมว่าจะเป็น Leonardo DiCaprio, Ken Watanabe, Joseph Gordon-Levitt, Marion Cotillard, Ellen Page, Tom Hardy, Talulah Riley, Cillian Murphy, Tom Berenger, Michael Caine ต้องบอกว่าแสดงกันได้สมบทบาททุกตัวละครใจผมนั้นชอบ Marion Cotillard ดาราสาวชาวฝรั่งเศส ที่ผมรู้จักเธอจากเรื่อง Taxi เวอร์ชั่นฝรั่งเศส ส่วนนายลีโอ นี่ก็ต้องบอกว่าดังมาจาก titanic ส่วนที่ชอบอีกก็ทั้งหมดในทีมแสดงหลักครับ แสดงกันได้ดีทุกคนครับ โหจะว่าไปหนังดีไปหมดก็จะว่ากันว่าไม่มีข้อเสียเลยเหรอ ผมว่ามันก็มีนะครับเนื้อเรื่องที่ยาวทำให้คนที่ไม่ชอบหนังยาวว่าได้ บทหนังที่ตัดไปตัดมาระหว่างความจริงกับความฝันนี่ก็อาจทำให้หลายๆ คนไม่ชอบได้เหมือนกันแต่ผมว่าส่วนตัวผมชอบครับ สำหรับเวลาเกือบสองชั่วโมงครึ่งผมว่ามันผ่านไปอย่างรวดเร็วจะไม่อยากให้จบซึ่่งตอนจบก็เป็นที่ถกเถึยงกันอยู่ว่าพระเอกเรากลับมาแล้วหรือยังฝันอยู่ก็ต้องตีความกันไปครับ

 ส่วนเรื่อง ดาร์ค ซิตี้ นั้นต้องบอกว่าเป็นหนังที่ผมชื่นชอบเหมือนกันผมไม่ได้ดูในโรงแต่ผมเห็นแผ่นที่ร้านก็เลยหยิบๆ มาดูตอนแรกก็ซื้อเป็น vcd ตอนหลังก็ไปตามหา dvd มาจนได้ต้องบอกว่าสุดยอดเหมือนกันครับ หนังมากับแนวคิดที่ว่าจะเป็นอย่างไรถ้าโลกเราไม่มีวันกลางวัน เมืองที่มีแต่กลางคืน ไม่เคยหลับไหล มนุษย์เราไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต ตื่นมาต้องเจอแต่เรื่องใหม่ๆ ทุกวัน ไม่เคยจำอะไรได้เลย แม้ว่าจะพยายามคิดหนักขนาดไหน หนังมาในโทนมืดตลอดเรื่องเรียกว่าใครได้ดูต้องชอบถ้าไม่ชอบมาว่ากันได้เลยครับ หนังเรื่องนี้เล่นกับจิตของคนที่ต้องการหาความจริง คนหาในสิ่งที่ขาดหายไป สงสัยในสิ่งที่ไม่รู้ เป็นพื้นฐานของคนเรา แล้วจุดที่ชอบคือพวกต่างดาวที่บังคับและดูดความฝันและจิตใจของมนุษย์เผื่อที่จะเอามาใส่ให้ตัวเองเพื่อที่จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบให้ได้ เป็นไงครับแปลกดีไหม ผมว่าเรื่่องนี้ในยุคนั้นก็จะมี the matrix ที่แปลกแบบนี้แฝงหลักปรัชญาเข้าไป ผมชอบรูฟัส ซีเวลล ที่แสดงเป็นจอนห์ เมอร์ด็อก คีเฟอร์ ซูเทอร์แลนด์ ที่แสดงเป็นหมอที่้คอยช่วยพระเอกเรา เจนนิเฟอร์ คอร์เนลลี่ นางเอกสาวสวยที่สวยตลอด วิลเลี่ยม เฮริท์ ที่แสดงเป็นนายตำรวจผู้สงสัยในความเป็นไปของเมืองที่อาศัย ต้องบอกว่าสุดยอดอีกเรื่องแต่เรื่องนี้จะว่าไปไม่ค่อยได้โปรโมทในช่วงที่มาฉายในบ้านเราก็เลยดูเงียบๆ แต่ต้องบอกว่าไม่หลุดลอดสายตาผมไปได้หรอกครับ ผมเสาะแสวงหามาดูจนได้ 555  แต่หนังก็ต้องบอกว่าหากไม่ชอบก็ต้องบอกว่าหนังน่าเบื่อเหมือนกัน หนังอาจไม่แอ็คชั่้นมากนักก็เป็นจุดที่ต้องบอกว่าเป็นข้อเสียได้เหมือนกัน แต่จะไปสนใจทำไมล่ะครับ ผมชอบเป็นการส่วนตัวเลยล่ะ ต้องบอกว่าลองหาดูกันนะครับ


สองเรื่องนี้ต้องบอกว่าจุดที่คล้ายก็คือเล่นกับจิตของคนเรา ไม่ว่าจะเป็นด้านดีด้านร้ายก็ว่าไป การเดินเรื่องทำไปอย่างไหลลื่น จะว่าไปต่อให้บอกว่าดียังไงก็ไม่สู้ไปดูกับตาครับ แล้วจะรู้ว่าในทั้งสองเรื่องนี้ค้นหาอะไรที่ขาดหายไป


วันเสาร์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เล่าหนังนอกโรง (ตามประสาคนชอบเล่า)

             จั่วหัวเรื่องไว้แบบนี้ก็ต้องบอกว่าชอบเล่าหนังให้ฟังไหม ก็เปล่านะครับแต่จะดูแล้วคิดตอนหนังจบว่าเป็นอย่างนี้อย่างนั้นหรือเปล่า จริงๆ ก็ต้องบอกว่าหนังแต่ละเรื่องที่ดูก็ให้สาระต่างกันไป ช่วงที่ผ่านมาที่หายๆ ไปก็อย่างที่บอกว่างานรัดตัววิกฤตเข้าเส้นเลยก็เลยหายไปพักตอนนี้ก็ยังวิกฤตอยู่(เป็นทุกคนแน่ๆ) แต่ผมก็ได้ไปดูหนังมาหลายเรื่องนะก็เลยมาชวนให้ไปดูกันครับ หนังที่ไปดูมาก็มี The A Team, Prince of Persia  เอดูแค่สองเรื่องเองนะนี่ แต่ไม่เป็นไรครับมาว่ากันเลย  The A Team บู๊ๆๆๆๆ แล้วก็บู๊ๆๆๆๆ ไม่มีไรมากตอนแรกผมก็คิดว่าน่าจะถูกใจคนบ้านเราแต่ว่าหนังยังขาดส่วนผสมบางส่วนไปทำให้ไม่ถึงรสชาติที่ถูกใจมากนัก ก็เรียกว่าดูกันเอามันส์ไว้ก่อนครับ ส่วนเรื่อง prince of persia เรื่องนี้ก็เหมือนเรื่องแรกที่ขาดอะไรไปบางอย่างถึงแม้ว่าจะทุ่มทุนสร้างสูงก็ไปได้ทีละนิดจริงๆ พอพีผมไปดูอันดับ box office มาเห็น avatar หนังที่ผมว่ายังไงๆ ก็รุ่งเรื่องรายได้แต่ผมเฉยๆ กับหนัง เค้าทำรายได้ไปแล้ว 749.6M เยอะมากๆ เลยครับอยากทำหนังแล้วได้ตังค์แบบนี้บ้างจังเลย แต่ให้ไปเรียนทำหนังตอนนี้คงไม่ทันแล้วก็ดูอย่างเดียวดีกว่าสนุกดี
             ส่วนเรื่องที่ต้องไปดูก็ กวน มึน โฮ, บุญชู 10 อันนี้พลาดไม่ได้เพราะชอบมากๆ, อีกเรื่องก็ harry potter ก็แล้วกันครับ ตอนนี้นึกไม่ออกจริงๆ ว่าเรื่องไหนน่าดูจนกว่าจะได้ดูตัวอย่างหนัง อ้ออีกเรื่องก็ king of fighters น่าจะสนุกเป็นหนังสร้างจากเกม ว่าแล้วไปหาดูหนังตัวอย่างก่อนแล้วมาเล่าใหม่ดีกว่า คราวหน้าเจอกันใหม่ครับ  

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

Green Zone : โคตรคนระห่ำ ฝ่าโซนเดือด




Green Zone : โคตรคนระห่ำ ฝ่าโซนเดือด
กำหนดฉาย : 11 มีนาคม 2553
แนว : Drama Thriller
นำแสดง : แม็ตต์ เดม่อน (Matt Damon ), เกร็ก คินเนียร์ (Greg Kinnear), เอมี่ ไรอัน (Amy Ryan), เบรนแดน กลีสัน (Brendan Gleeson), เจสัน ไอแซ็คส์ (Jason Isaacs), กาลิด อับดัลล่า (Khalid Abdalla)
กำกับ : พอล กรีนกราส (Paul Greengrass)

ตอนแรกผมได้ยินชื่อผมก็คิดในใจว่า เอ...แม็ตต์ เดม่อน กับหนังใหม่ทำไมมันชื่อแต๋วจังหว่า แต่ว่าเมื่อมองที่ทีมงานที่ทำเรื่องนี้ ต้องร้องบอกว่าโอ๊ๆๆๆ แม่เจ้านี่มันนอมินีของ The BOURNE ทั้งหลายแหล่ที่แกแสดงนี่หว่า แถมผู้กำกับก็คนเดิมนายพอล กรีนกราส คนเดิมที่กำกับหนังแบบดิบๆ ได้ใจจริงๆ จะบอกว่าแกกำกับแบบไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทนให้เปลืองตังค์ แกเน้นแสดงจริง เจ็บจริง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้แสตนด์อิน อันนี้แซวเล่นครับ เอ้ามาว่ากันต่อครับจริงๆ จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่ได้ไปดูแล้วล่ะครับแต่ว่าผมก็มัวทำโน้นทำนี่เยอะไปหมดก็เลยลืมๆ ไปจนกระทั่งวันนี้แหล่ะว่างแล้ว (ว่างแล้วจริงๆ นะนี่) หนังเรื่องนี้จะว่าไปตอนแรกที่ผมเดินเข้าไปแล้วเริ่มต้นเรื่องเห็นปีที่หนังเริ่มเรื่องผมก็แปลกใจว่ามันหนังย้อนยุคหรือไงนี่ จริงๆ ผมไม่ได้อ่านเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ก่อนเลย ที่ตัดสินใจดูก็เพราะว่าอยากหาดูหนังที่แตกต่างออกไปเพราะผมมันเป็นคนไม่ชอบความจำเจ เพราะฉะนั้นหนัง Green Zone ก็เลยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนั้น แล้วผมคิดว่าหนังเป็นสงครามแอ็คชั่นน่าจะสนุกทีเดียว แล้วผมก็ไม่ผิดหวังกับตัวเลือก หนังสร้างได้คุณภาพมาก ฉาก เนื้อเรื่อง การตัดต่อ บทหนัง ดีครับ ผมว่าผมชอบนะ จะว่าไปแล้วหากคนที่ไม่เคยดูไสตล์ของ พอล กรีนกราส กับ แม็ตต์ เดม่อน แล้วอาจจะไม่ชอบก็ได้ หนังมันเดินเรื่องเร็วแล้วภาพจะออกมาแบบดิบๆ ไม่แต่งเติมซักเท่าไหร่ แบบว่าได้อารมณ์ดีแท้

Green Zone เรื่องนี้ผมว่ามีอะไรให้ต้องคิดต้องติดตามหลายๆ อย่างเลย หนังมุ่งเน้นที่สงครามที่อเมริกาเข้าไปมีส่วนจัดระเบียบสังคมประเทศอิรักที่ใครๆ ก็ไม่รัก การปฎิบัติการค้นหาความจริงที่แสนเจ็บปวดในการกระทำเพื่อประเทศ การหักหลังกันเองเพื่อไปสู่จุดที่ตั้งไว้ ผมว่าหนังเรื่องนี้ตบหน้าเหตุผลของการทำสงครามของประเทศบางประเทศเลยครับ เหตุผลที่อ้างไปเพื่อที่จะได้เข้าไปจัดระเบียบประเทศนั้นๆ มันหน่อมแน้มไปนิดแต่ก็ทำไรไม่ได้เพราะว่าการมีกำลังที่เหนือกว่าก็เป็นสิ่งที่ถือไพ่เหนือกว่า ก็ขำดีครับกับเหตุผลแบบนี้ พอดูหนังแล้วหันมาดูบ้านเราแล้วก็อดเศร้าไม่ได้ที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ประเทศไทยเราต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ต้องบอกว่าไม่อยากให้เกิดกับบ้านเมืองเรา ผมก็ได้แต่ภาวนาให้บ้านเราสงบโดยเร็ววันไม่งั้นผมว่าเหตุการณ์มันต้องลากยาวแน่ๆ ไม่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่สมหวังแต่คนที่เจ็บปวดก็คือประเทศไทยเราครับ บ่นไปเดี๋ยวจะหาว่าเป็นพวกคอการเมืองไปอีก แต่สรุปว่าหนังเรื่อง Green Zone เป็นหนังเยี่ยมในตัว แม้ว่าบางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับผมๆ ก็ว่ามันดีนะได้ดูแอ็คชั่นเจ็บๆ ได้เห็นเหตุผลที่ไม่เข้าท่าที่ประเทศใหญ่ๆ ชอบอ้างเหตุผลในการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ที่ชอบคือความซื่อสัตย์ในความจริงที่เป็นอยู่ของใครบางคนแม้ว่าความจริงนั้นจะเจ็บปวดก็ตาม และได้เห็นสิ่งที่คนในประเทศนั้นๆ คิดต่อประเทศตัวเอง ความรักที่มีต่อประเทศบ้านเกิด แหมว่าไปนั่นต้องบอกว่าให้ไปดูกันครับ หนังดี ไม่เสียดายตังค์แน่ๆ ( ผมใช้บัตรฟรีอีกแล้วครับ)

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

The Classic คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต

The Classic คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต



วันนี้ตอนนั้งรถกลับบ้านเห็นเด็กนักเรียนม.ปลาย ดูโทรทัศน์ด้วยมือถือแถมดูละครเกาหลีเสียด้วยสิ พอมาถึงบ้านผมมานั่งๆ คิดว่าเอเดี๋ยวนี้กระแสเกาหลียังไม่จางหายจากบ้านเราเลย ผมก็เลยเปิดบล็อกของผมเองขึ้นมาดู อ่านเรื่องที่เขียนไปเมื่อวานก็นึกในใจว่ากระแสเกาหลีฟีเวอร์มาแรงจริงๆ ผมก็เป็นอีกคนที่ได้รับกระแสนี้อย่างเต็มๆ ไม่แต่เกาหลีนะครับ ญี่ปุ่นฟีเวอร์ผมก็รับมาเต็มๆ เกาหลีนี่ผมชอบหนังเค้าสร้างออกมาได้ใจได้อารมณ์ ผมชอบรายการแฟมิลี เอ้าท์ติ้งด้วยครับ ชอบ MC ยู แจ ซอก ชอบ เยจินและก็เฮียวริ ผมติดตามดูครบเลยโหลดจากเวปนี่แหล่ะมีทุกตอนด้วยสนุกดีขอบอก ตอนนี้ขึ้นซีซั่นสองแล้วเปลี่ยนพิธีกรยกทีมเลย ก็ต้องดูกันว่าจะมาแรงเหมือนซีซั่นแรกหรือเปล่า ส่วนญี่ปุ่นผมชอบหนังซีรีย์ครับจะบอกว่าสนุกสุดๆ เหมือนกันดูเกือบทุกเรื่องเลย ไมว่าจะเป็นเรื่อง Hero ที่คิมูระ ทาคูยะแสดง ชอบเรื่อง Galieo ที่หนู โค ชิบาซากิ แสดงกับ Fukuyama Masaharu ที่แสดงเป็นยูกาว่า เซนเซ ก็คืออาจารย์มหาวิทยาลัยนั่นแหล่ะครับ ชอบน้อง มาซามิ นากาซาว่า ที่แสดงเรื่อง Operation Love น้องแกน่ารักสุดๆ ชอบน้องโทดะ เอริกะ ที่แสดง Liar Game น้องเค้าก็น่ารักสุดๆ เดี๋ยวผมจะเอามาเล่าทีละเรื่องๆ กันไปเลย แต่อีกนั่นแหล่ะ แต่ก่อนที่จะออกนอกเรื่องมาว่ากันกับหนังที่อยากแนะนำให้ดูกัน

" The Classic คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต " ตอนนั้นผมไปดูหนังเรื่องนี้ไม่ทันหนังออกโรงก่อน แต่ได้น้องที่ออฟฟิศเก่าเค้าเอาแผ่นมาให้ดู ผมว่าที่ผมชอบดูหนังเกาหลีนี่ก็เป็นอิทธิพลจากน้องคนนั้นด้วยเหมือนกัน ว่ากันต่อเรื่องนี้ครับ ผมว่าหลายๆ คนคงได้เคยดูผ่านตามาแล้วบ้างแหล่ะแต่ถ้ายังไม่เคยดูก็มาติดตามเรื่องราวความรักที่สุดแสนจะโรแมนติกทีผมก็อยากให้เกิดกับผมเหมือนกันนะนี่ หนังเรื่องนี้บอกผมว่าพรมลิขิตรักไม่อาจฝืนได้ แม้ว่าจะพยายามอย่างไรถ้าไม่ใช่คู่กันแล้วก็ยากจะลงเอยกันได้

หนังเรื่องนี้มาพร้อมกับเนื้อหาความรักที่ไม่สมหวังแต่กว่าจะลงเอยกันได้ก็แทบตาย เรื่องนี้มีทั้งรักทั้งเศร้า ความรักที่เพื่อนมีให้ต่อกัน การเสียสละเพื่อความรักที่ยอมได้แม้ต้องผิดหวัง มีครบรสเลยครับ มาๆ ว่ากันว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงน่าดู ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงได้ใจผมไปเต็มๆ ผมไม่รู้นะว่าคนอื่นๆ จะชอบเหมือนผมไหมแต่เอาว่าผมชอบในแบบของผมและผมอยากให้ลองหาหนังมาดูครับไม่ผิดหวังแน่นอน


ลองดูจาก MV ที่ผมเอามาให้ดูครับ สำหรับ MV ที่เอามาให้ดูนี่ก็ต้องบอกว่าผมก็ชอบอีกเพราะดนตรีที่ทำออกมาทำได้กินใจมากๆ โดยเฉพาะเสียงกีตาร์ตอนอินโทร มันใสกรุ๊งกริ๋งได้ใจจริงๆ ครับ เนื้อหาจะเรียงร้อยตามหนังเลยครับ ผมชอบที่ว่าหนังให้ความรักของรุ่นพ่อแม่ไม่สมหวังและรุ่นลูกก็ทำท่าว่าจะไม่สมหวังอีกเพราะอุปสรรคคอยขวางกั้น แต่อะไรจะมาสู้รักแท้ที่มีให้กันดังนั้นความรักของรุ่นลูกก็เลยสมหวังแม้ว่าต้องเจออุปสรรคที่ว่าสาหัสสากรรณขนาดไหน

จะว่าไปในหนังมีหลายๆ ฉากที่ผมชอบไมว่าจะเป็นพ่อของพระเอกที่ยอมสละหญิงสาวที่เค้าให้กับเพื่อนรักที่ชอบหญิงสาวเหมือนกัน ดังนั้นจึงเป็นที่มาของความรักที่แสนเศร้า ผมยังชอบอีกตอนครับ จุนฮากลับมาจากสงครามแล้วมาพบกับจูฮี ซึ่งจุนฮาพยายามสร้างบรรยากาศการพูดคุยให้สนุกสนาน เขามองไปที่เปียโนและพูดถึงเด็กชายที่นั้งเล่นเปียโนทั้งๆ ที่เด็กชายนั้นได้มานั่งข้างหลังของจุนฮาแล้ว จุนฮีถึงกลับน้ำตาไหลเมื่อรู้ว่าจุนฮาตาบอดไปแล้วแต่ยังพยายามปิดเธอไม่ให้รู้แถมยังโกหกว่าเขาแต่งงานไปแล้วเพื่อให้จุนฮีได้ตัดใจจากเขา ผมน้ำตาคลอเลยครับ เมื่อตอนจุนฮาเดินสะดุดโต๊ะล้มลงแต่ยังบอกว่าตัวเองไม่เป็นไร มันซึ้งจนผมอยากร้องไห้เลยล่ะ ถามว่าผมชอบความรักของรุ่นจุนฮาหรือจีฮี ผมว่าผมชอบรุ่นจุนฮาครับ รักบริสุทธิ์ ใสซื่อ การเสียสละที่พร้อมให้ทุกอย่างกับคนที่เรารัก แต่ความรักในรุ่นลูกผมก็ชอบนะครับแต่ผมชอบรุ่นจุนฮามากกว่า

ตอนผมซื้อ DVD เรื่องนี้เป็นรุ่น limited Edition รับในกล่องมีสมุดภาพด้วย สวยครับน่ารักเชียว เห็นว่าตอนหนังเข้านี่ดาราที่แสดงเรื่องนี้ถึงกับต้องบินมาโชว์ตัวด้วยเลยนะครับ เสียดายว่าผมก็ไม่ได้ไปดูอีกนั่้นแหล่ะ เขียนมาเยอะแล้วก็ไปหามาดูนะครับ เรื่องนี้ผมยกให้เป็นหนึ่งในเรื่องโปรดของผมเลยล่ะ และอยากบอกว่าผู้กำกับ Kwak Jae-yong คนนี้กำกับหนังได้เยี่ยมมากๆ แกยังไปทำหนังเรื่อง Cyborg She ด้วยนะครับ กำกับน้อง ฮารุกะ ฮายาเซะ ได้น่ารักมากๆ เอาเป็นว่าอย่าพลาดครับ




วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

My Sassy Girl : ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม



วันนี้นั่งเล่นๆ นั่งปล่อยความคิดไปเรื่อยแล้วก็พาลไปนึกถึงหนังเกาหลีที่ดูแล้วชอบ มันมีหลายเรื่องและเรื่องหนึ่งที่นึกขึ้นมาทันทีก็เรื่อง My Sassy Girl หนังที่ จวนจีฮุน และ ชาแตฮุน แสดงครับ หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่พลิกวงการหนังเอเซียเลยก็ว่าได้ เป็นหนังที่เปิดตัว จวนจีฮุน และ ชาแตฮุน ให้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกเลยก็ว่าได้ หนังเรื่องนี้จะว่าไปมันก็ไม่ต่างจากหนังบ้านเราครับเนื้อเรื่องก็ไม่ได้แปลกมากนักแต่ว่าที่ชอบๆ กันเพราะความสดและการให้อารมณ์หนังที่สนุกและนักแสดงนำทั้งสองก็แสดงได้อย่างแจ่มเลย จะว่าไปเรื่องนี้ก็เป็นที่ชื่นชอบของผมเหมือนกันนะครับ ผมไปเสาะหาข้อมูลจากเน็ตมาก็เอามาให้เพื่อนๆ ได้อ่านพอคิดถึงแล้วไปหามาดูกันครับให้หายคิดถึงกัน หลังจากที่ดูเรื่องนี้แล้วต้องบอกว่า จวนจีฮุน เป็นดาราสาวที่ผมชอบมากจริงๆ นะครับ หลังจากหนังเรื่องนี้แล้วสาวน้อยขวัญใจผมก็มีหนังออกมาอีกเยอะเลยครับรวมทั้งพ่อหนุ่มเจี๋ยมเจี้ยมก็เหมือนกัน จะว่าไปหนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่อยุ่ในใจผมเลยครับ เนื้อเรื่องย่อๆ ก็มีว่า
เริ่มขึ้นในคืนวันหนึ่ง เมื่อหนุ่ม 'Gyunwoo' ได้ไปพบกับหญิงสาวคนหนึ่งโดยบังเอิญ ที่สถานีรถไฟใต้ดิน ซึ่งเหตุการณ์อันไม่ธรรมดามากมาย ที่มาบรรจุอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ จะให้ผู้ชมได้รู้สึกถึงความตลกขบขัน และสนุกสนานอย่างเต็มที่ และแม้จะเป็นที่รับรู้กันดีว่า เรื่องราวของภาพยนตร์ มีต้นกำเนิดมาจากความเป็นวรรณกรรมอินเตอร์เน็ต (internet literature) ก็ตาม ทว่าสิ่งที่ช่วยผลักดัน ให้เรื่องราวของภาพยนตร์ ดำเนินไปอย่างมีรสชาติ ก็คือการพรรณนาถึงความรู้สึกนึกคิด อันบริสุทธิ์ผ่องใสไร้จริตมารยา ของหนุ่มสาวยุคใหม่ ผ่านมุมมองสำนึกแห่งวัยเยาว์อันสดใส และนำมาซึ่งอารมณ์เบิกบานเปี่ยมชีวิตชีวา

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ปฏิบัติการฮาล่าฝัน ของนายเจี๋ยมเจี้ยม Highway Star



ใครเป็นแฟนนายเจี๋ยมเจี้ยมบ้างยกมือขึ้นครับ ใช่ครับผมก็คนหนี่งที่เป็นแฟนหนังของแกครับ ชา แต ฮุน ชื่อของนายเจี๋ยมเจี้ยมคนนี้จะว่าไปหล่อหรือเปล่าไม่รู้นะแล้วแต่คนแต่ผมว่าแก็โอแหล่ะ นี่ผมแอบคิดเล่นๆ ในใจนะว่าถ้าผมไปเกาหลีคงมีโอกาสได้เป็นดารากับเค้าบ้าง แฮะๆ ฝันครับความฝันคนเราก็ต้องมีบ้างใช่ไหมครับ เหมือนหนังเรื่องนี้ที่พระเอกเราฝันกับเค้าว่าจะดังเป็นนักร้องระดับซุปเปอร์สตาร์กับเค้าบ้าง แต่ฝันก็ยังเป็นฝันต่อไปเพราะไม่สบโอกาสเลย จนกระทั่งมีผู้มาค้นพบแววนักร้องในตัวแกแต่ไม่ใช่ในแบบนักร้องร็อคเกอร์นะครับแต่จะเป็นแบบเพลงทร็อต (เพลงพื้นบ้านหรือเปรียบไปก็เพลงลูกทุ่งบ้านเราครับ) แล้วจากนั้นก็เป็นเรื่องที่พระเอกเราต้องฝ่าฟันต่อไป ครับหนังเรื่องนี้จะว่าไปก็เหมือนพล็อตหนังไทยแต่เค้าก็สอดแทรกอารมณ์ขันเข้าไป แนวทางในการนำเสนอก็ต่างออกไป นักแสดงก็ทำได้ดีครับ หนังเรื่องนี้ผมชอบจุดที่ว่าพระเอกเราดังโดยใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าตัวเองเพราะอายที่จะต้องร้องเพลงทร็อต แต่สุดท้ายก็ต้องทำตามใจเรียกร้องที่มีต่อหญิงที่ตนรักแล้วก็ความรักและภูมิใจที่ได้เป็นนักร้องเพลงทร็อด หนังเรื่องนี้ฮาปนซึ้งเรียกว่าฮาแต่ไม่ไร้สาระ ดูดีๆ ก็ได้อะไรดีๆ กลับบ้านไปเยอะ ตอนผมไปนั่่งดูหนังเรื่องนี้ผมก็ไม่ได้คิดหรือหวังอะไรมากไปกว่าการไปดูหนังคลายเครียดครับ แต่เป็นว่าหนังเรื่องนี้ทำเอาผมชอบไปเลย ผมซื้อแผ่นมาดูแล้วดูอีกหลายรอบ วันว่างๆ ก็หยิบมาดูครับ หนังดี เพลงก็โอเค ในหนังผมชอบอากู๋ คนที่เป็นเจ้าของค่ายเพลงครับ แกเป็นคนที่ไม่ทิ้งความฝันแม้ว่าจะตกระกำลำบากอย่างไร ค่ายเพลงต้องระส่ำเพราะนักร้องที่ปลุกปั้นหนีไปอยู่ค่ายอื่น ดูๆ ไปแล้วแกเป็นคนจริงครับ ผมชอบพอๆ กับตัวพระเอกครับ ก็อย่างที่ว่าครับไปหาซื้อเก็บไว้เถอะครับไม่เสียดายแน่นอนผมรับรอง

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

The Possible:เก๋า เก๋า


เก๋า..เก๋า : The Possible

แนว : ตลก / เพลง / แฟนตาซี
ฉายเมื่อ : 4 ธันวาคม 2549
Rating 4/5 หนังเก๋าสำหรับคนเก๋า



ใครเก๋า...ยกมือขึ้น ผมไม่ได้กวนนะครับผมแค่จะมาพูดถึงหนังเรื่อง The Pssible:เก๋า เก๋า เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมไปดูแล้วประทับใจ หนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมตั้งใจไปดูครับด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นหนังจากทีมผู้กำกับจากทีมแฟนฉัน แหมอะไรจะปานนั้นผมพูดถึงหนังจากทีมงานทีมนี้ก็สองเรื่องแล้ว เอ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามไม่ว่ากัน หนังเรื่องนี้นำเสนอเกี่ยวกับดนตรีเมื่อยุคสตริงคอมโบกำลังเฟื่องฟู ซึ่งหนังเลือกนำเสนอผ่านวงดนตรีที่กำลังเป็นดาวรุ่งที่ชื่อว่า The Possible หัวหน้าวงนำโดยโจอี้บอย ที่แสดงเป็น ต๋อย พร้อมกับพลพรรคนักดนตรีไม่ว่าจะเป็น โป้ โยคี เพลย์บอย สอง พาราด็อกซ์ และอีกหลายๆ คนแล้วก็เด็กสร้างตั้งแต่หนังเรื่องแฟนฉัน ไม่ว่าจะเป็นน้องโฟกัส น้องแจ๊ค ครับสำหรับหนังเรื่องนี้ผมประทับใจกับบทหนัง เพลงประกอบ การวางตัวดาราที่มาแสดง ผมชอบในหนังที่เอาจุดเด่นของวงดนตรีสมัยสริงคอมโบมานำเสนออย่างเด่นชัด แล้วเพลงประกอบก็เยี่ยมครับ เพลงดวงใจยังมีรัก ก็เป็นเพลงที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจากเพลงฝรั่งแล้วเขียนเนื้อเพลงใส่เข้าไปเรียกว่าทำได้อย่างเนียนมากๆ เนื้อเพลงเพราะดีแล้วใครที่คุ้นเคยกับโจอี้บอยที่ร้องแต่เพลงแร็ปก็จะได้เห็นโจอี้บอยรองเพลงแบบธรรมดากับเค้าบ้างมันก็แปลกไปอีกแบบแต่แปลกในแบบที่เจ๋งนะครับ ในหนังได้นำเสนอความรักยุคก่อน การทำเพลงของวงดนตรีที่มักเอาเพลงฝรั่งมาแปลงเนื้อ ความคลั่งไคล้ในตัววงดนตรีที่เรียกว่าคลั่งแบบมากๆ ให้นักร้องคนโปรดเซ็นชื่อที่แขนแล้วไม่อาบน้ำเป็นเดือนๆ ก็มีซึ่งก็คืออู๋แฟนเพลงพันธุ์แท้ของ The Possible นั่นเอง จะว่าไปผมก็ชอบบทของอู๋นะครับที่คุณ เกรียงศักดิ์ เหรียญทอง เป็นคนแสดงพี่เค้าแสดงได้อย่างแจ่มเลยครับแล้วเสียงแกก็แจ่มมากๆ เสียงนี้ผมคุ้นมากๆ เป็นนักพากย์ระดับเซียนคนนึ่งเลยครับ พี่เค้าพากย์เสียงที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือเสียงของ อู๋ ม๋ง ต๊ะ อะพอจำได้ใช่ไหมครับหนังทุกเรื่องของ อู๋ ม๋ง ต๊ะ พี่แกจะเป็นคนให้เสียงพากย์ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของแกครับแล้วแก็แสดงได้อย่างได้ใจจริงๆ ครับกับบทแฟนพันธุ์แท้ที่พยายามช่วยให้ขวัญใจในวัยเด็กได้เดินทางกลับไปสู่อดีตที่จากมา หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่ขายเพลงที่เพราะอย่างเดียวนะครับ หนังยังขายบทที่เฉียบขาด ดาราที่แสดงได้สมบทบาท เครื่องแต่งกายที่ออกแบบได้อย่างเนี้ยบจริงๆ แต่ที่ผมประทับใจอีกอย่างคือความรักของต๋อยที่รู้ว่าเมื่อเสียความรักหรือคนที่รักตนไปแล้วยากจะเอากลับคืนมาได้แต่เมื่อมีโอกาสต๋อยก็ไม่พลาดที่คว้าโอกาสนั้นไว้ไม่ให้หลุดมือไปได้ แล้วคนที่ทำให้ต๋อยคิดถึงตลอดเวลาคือน้องสตอร์ น้องรถเมล์ นักแสดงหน้าใหม่อีกคนที่แสดงได้อย่างดีและน่ารักอีกต่างห่าง อีกจุดที่ผมชอบคือมีการนำวงดนตรีระดับบรมครู The impossible มาแสดงด้วยครับ พี่ต้อยเศรษฐา ได้มาเป็นดารารับเชิญในหนังแล้วไม่ต้องทำไรมากครับกับบทบาทเรียกว่าแสดงได้สมบทบาทในแบบฉบับของพี่เค้า หนังมาสรุปจบในความสมหวังที่เพื่อนๆ ต้องลองไปติดตามครับ

เพื่อนสนิท


เพื่อนสนิท

ชื่ออังกฤษ Dear Dakanda
ชื่ออื่นๆ Puen Sanit
ประเภท Romance / Comedy
วันที่เข้าฉาย 6 ตุลาคม 2548
ความยาว 130 นาที
Rating 4.8/5 รักเพื่อนกับเพื่อนรักมันต่างกันนะจะบอกให้



ครับผมกำลังจะพูดถึงหนังไทยอีกเรื่องที่ผมชอบมากๆ อีกเรื่องหนึ่งจะว่าไปก็เป็นหนังจากค่าย GTH อีกเรื่องละครับและเป็นหนังอีกเรื่องที่กำกับโดย คมกฤษ ตรีวิมล หนึ่งในกลุ่มผู้กำกับหนังเรื่อง แฟนฉัน ครับและผมก็ต้องบอกว่าผมค่อนข้างจะชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เหตุเพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทุกๆ คนต้องเคยผ่านมา ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ความรักในวัยเรียน ความรักของเพื่อนที่มีให้เพื่อน ความรักของเพื่อนที่พัฒนามาเป็นแฟน ความสนิทสนม ความห่วงหาอาทร ของเพื่อนๆ ที่มีให้เพื่อน ความรักที่ต้องพลัดพราก ความรักที่ต้องแสวงหา เห็นไหมครับผมไล่เรียงมาตั้งเยอะแต่ไม่หมดครับสำหรับหนังเรื่องนี้ ผมว่าต้องได้ดูครับถึงจะอินไปกับสิ่งที่ผมพูด หนังเรื่องนี้ได้ดาราใหม่มาแสดงหลายคนครับไม่ว่าจะเป็น ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ รับบท ไข่ย้อย, นุ่น - ศิรพันธ์ วัฒนจินดา รับบท ดากานดา, เอ๋ - มณีรัตน์ คำอ้วน รับบท นุ้ย ร่วมด้วย อิศ - อิศยม รัตนอุดมโชค รับบท โก้ เพื่อนเก่าที่ตามมาแสลงใจไข่ย้อยถึงเชียงใหม่, ดัมมี่ - ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ รับบท ฟุเหยิน เพื่อนสนิทเพศชายคู่หูคู่กัดของดากานดา, โอปอลล์ - ปาณิสรา พิมพ์ปรุ รับบท พี่แตน พี่สาวของนุ้ยที่เป็นนางพยาบาลเหมือนกัน เห็นไหมครับใหม่เกือบยกชุดเลย ในหนังผมชอบเกือบทุกคนเลยครับ ผมชอบการแสดงของซันนี่ที่แม้จะแข็งไปนิดแต่ก็เป็น หมูหรือไข่ย้อยได้แบบสมจริงมากๆ ท่าทางการแสดงเป็นธรรมชาติดี ผมชอบน้องโอปอลที่แสดงเป็นพยาบาลที่เกาะพงัน แกแสดงได้แบบเว่อร์บริสุทธิ์ใสๆ ชอบครับ ชอบนุ่นที่แสดงเป็นดากานดาแบบที่เราคิดว่าเค้ามีจริง ชอบนุ้ยที่แสดงโดยมณีรัตน์ เป็นพยาบาลแบบได้ใจรักทุกคน หนังเรื่องนี้คุณเอส ผู้กำกับสร้างโดยได้รับแรงบันดาลใจจากบทประพันธ์เรื่อง ตู้ไปรษณีย์สีแดง เนื้อเรื่องกล่าวถึง เรื่องราวของเพื่อนสนิท สอง นักศึกษา คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไข่ย้อย และ ดากานดา ที่ตกหลุมรักเพื่อนสนิทโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งวันหนึ่งที่มีคนอื่นได้เข้ามาจีบเพื่อนของตัวเอง จึงได้รู้ตัวว่าได้หลงรักเพื่อนตัวเองเข้าแล้ว เรื่องราวของเพื่อนสนิทดำเนินไป สองช่วงเวลาสลับกัน ระหว่างเนื้อเรื่องของหมู (ไข่ย้อย) เดินทางไปเกาะพะงัน ภายหลังจบการศึกษา ซึ่งได้รับบาดเจ็บ และรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเกาะพะงัน ที่ซึ่งเจอ นุ้ย นางพยาบาลสาว สวย และขณะเดียวกัน ก็เป็นเรื่องราวที่หมู นึกถึงเรื่องราวในช่วงที่เรียนอยู่ ซึ่งเป็น เรื่องราวของ ไข่ย้อย และ ดากานดา ผมเองก็ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้เหมือนกันครับสนุกดีครับอย่างว่าไปหาอ่านก็โอเคนะครับ ส่วนที่ผมชอบหลายๆ อย่างในหนังเรื่องนี้นอกจากผู้แสดงแล้วก็เป็นบรรยากาศของมหาวิทยาลัย การรับน้องใหม่ที่รุ่นพี่จัดให้น้องๆ ประเพณีปฎิบัติไม่ว่าจะเป็นงานดนตรีลูกทุ่งวิจิตร ที่ไข่ย้อยไปสมัครเป็นนักร้องนำเพื่อบอกความในใจให้ดากานดารู้ว่าไข่ย้อยก็รักดากานดานะ ผมชอบบรรยากาศที่เกาะพงันที่หมูต้องไปรักษาตัวเพราะขาหักแล้วได้เจอกับนุ้ยที่เป็นพยาบาลคอยดูแลอาการบาดเจ็บและดูแลหัวใจหมูให้สามารถค้นพบใจตัวเองว่าต้องการอะไร ชอบฉากที่ไข่ย้อยบอกดากานดาว่าชอบนะตอนที่สอบจบปีสุดท้าย แต่ดากานดาบอกไข่ย้อยว่า มาบอกอะไรตอนนี้ คิดดูสิครับคำๆ นี้มันแทงใจไข่ย้อยขนาดไหนครับ ผมงี้อึงไปกับฉากนี้เหมือนกัน ผมชอบพี่แตนที่เวลาแอคติ้งแต่ละฉากนะครับฮากระจายครับ จะมีที่ไม่ชอบก็จะเป็นหนังมันจบแล้วแต่ใจไม่อยากให้จบเลยครับ ผมซื้อหนังเรื่องนี้เก็บไว้แล้วดูแล้วดูอีกด้วยที่ว่าเป็นหนังที่ชอบมากๆๆ อยากให้หามาดูกันนะครับขอบอกแล้วจะไม่เสียดายตังค์ที่ซื้อหนังเรื่องนี้เก็บไว้


แฟนฉัน


แฟนฉัน
แนว : ดราม่า / รัก
ความยาว : 110 นาที
ฉายเมื่อ : 3 ตุลาคม 2546
Rating 4.5/5 ดูแล้วเหมือนย้อนไปวันที่ผ่านมาเมื่อวาน



ผมกำลังพูดถึงหนังแห่งปีของปี 2546 ใช่ครับนี่ก็ผ่านมา 6 ปีแล้วสำหรับหนังเรื่องนี้แต่ว่าใช่ว่าเวลาผ่านไปแล้วหนังจะหมดคุณค่าหรือดูไม่สนุกนะครับ หนังเรื่องนี้แม้ว่าเวลาผ่านไปแต่ก็ยังดูสนุกไม่มีเบื่อ อาจเป็นได้ที่ว่าหนังเกี่ยวข้องกับส่วนหนึ่งของเราทุกคนไม่มากก็น้อย ในอดีตเราต้องเคยมีประสบการณ์แบบหนังเรื่องนี้กันบ้างแหล่ะครับ และด้วยเหตุนี้เองหนังเรื่องนี้ถึงได้โดนใจใครต่อใครหลายๆ คน บางคนดูหนังเรื่องนี้หลายเที่ยวไม่รู้เบื่อ ผมก็เหมือนกันดูได้ไม่เบื่อ ดูแล้วสนุกไปกับหนังเหมือนย้อนอดีตตัวเองกลับไปสมัยเด็กๆ มีเพื่อนเป็นแก๊งค์ มีหัวโจกที่คอยนำเพื่อนๆ ไปเล่นสนุก มีสาวๆ ที่เราชอบไปเล่นด้วย หนังเรื่องนี้สำหรับผมได้เปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับหนังไทยอีกบทหนึ่ง ได้รู้จักทีมผู้กำกับที่เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ใหม่ด้วยการนำเสนอแนวทางใหม่และใหม่ด้วยการกำกับการแสดงที่ไม่เหมือนใคร หนังเรื่องนี้ใช้ผู้กำกับไปถึง 6 คนผู้เขียนบทไป 7 คน เยอะไม่ใช่เล่นครับแต่ว่าคุ้มมากๆ กับหนังที่ออกมาครับ สำหรับผมหนังเรื่องนี้ไปดูที่เซ็นทรัลลาดพร้าวไปดูแล้วอิ่มเอมใจกับหนังดีๆ ที่รอคอยหนังที่ทำให้เราได้สัมผัสอดีตความทรงจำที่เคยผ่านมาแม้จะนานแสนนานแต่เราก็จำได้เสมอ ใช่ครับผมดูไปแต่คนข้างๆ ซึ้งกับหนังถึงขนาดร้องไห้ก็มีนะครับ แสดงว่าหนังเรื่องนี้เข้าขั้นครับทำให้คนร้องไห้ได้นี่สุดยอดแล้วครับ ในหนังผมชอบกลุ่มนักแสดงเด็กๆ ที่แสดงครับเห็นว่าบางคนแสดงเป็นครั้งแรกกันหลายคนหรือเกือบจะทั้งหมดมั้งแต่แสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติตีบทกันแตกครับ ผมชอบแจ็ค หัวโจ๊กร่างท้วมท่าทางกวนโอ้ยดีจริงๆ น้อยหน่าผู้นำฝ่ายหญิงที่แสนจะซนแต่น่ารัก เจี๊ยบหนุ่มตัวเล็กแต่หัวใจใหญ่ที่เป็นตัวเด่นของเรื่อง แล้วอีกหลายๆ คน ดูเรื่องนี้ได้อะไรหลายๆ อย่างครับ ได้เห็นพี่เล็กคาราบาวมาแสดงด้วย ได้เห็นกบ อนุสรา ได้เห็นมิวสิคของสาว สาว สาว ได้เห็นการถ่ายทอดคอนเสริต์ของโลกดนตรี ได้เห็นเด็กๆ เล่นเป็นจอมยุทธที่เอาเพลงประกอบของกระบี่ไร้เทียมทานมาทำ ผมงี้โหยชอบมากๆ มันทำให้เราได้อะไรดีๆ ที่เคยผ่านไปเมื่ออดีตกลับมาหลายอย่างเลยครับ

วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

Taxi


TAXI:แท็กซ์ระห่ำ ขับระเบิด

แนว : แอ็คชั่น / ตลก
ความยาว : 85 นาที
เข้าฉายเมื่อ : 9 มิถุนายน 2543
Rating 4/5 ผมอยากได้ taxi อย่างนี้ซักคันครับ




ผมรอที่จะดูเรื่องนี้มานานครับ ตอนแรกก็ยังไม่ได้ดู tailer นะครับผมเห็นโปสเตอร์ที่เค้าวางไว้หน้าโรงหนังที่เดอะมอลล์ บางกะปิครับ เรียกว่าเห็นแล้วก็ยังแปลกๆ ใจว่า เอ๊ะเอ๋.....มันเป็นหนังอะไรหว่าแข่งรถเหรอ หรือหนังแอ็กชั่นกันแน่ แต่ผมไม่รีรอที่จะตัดสินใจ ณ ตอนนั้นว่ายังไงๆ ก็ต้องมาดูให้ได้ครับ และแล้วเวลาที่รอก็มาถึง ผมได้มาดูหนังเรื่องนี้ที่โรงหนังอิมพีเรียล ลาดพร้าวครับ เป็นโรงหนัง EGV ในห้างซึ่งผมก็ตีตั๋วครับ เดินเข้าไปเลยด้วยความตั้งใจที่จะดูให้สมอยากกับที่ตั้งตารอทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้หรอกครับว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับอะไร พอเข้ามานั่งในโรงคนก็ไม่เยอะตามเคยครับ พอหนังเริ่มฉายผมก็ยิ่งแปลกใจว่า เอ...ทำไมซาวน์ดแท็กที่พูดกันในหนังฟังไม่ค่อยออก(ทั้งที่ก็อ่านซับอย่างเดียว) ซักนาทีสองนาทีก็มาถึงสถานีบางอ้อว่า อ๋อ มันเป็นภาษาฝรั่งเศสนี่เอง ดูไปฟังไปก็สนุกไปอีกแบบต้องบอกอย่างนั้นจริงๆ ครับ เพราะว่าเวลาดูหนังของแต่ละชาติแต่ละภาษานั้นมันจะมี Body Language ของเค้าเอง ดูหนังฝรั่งเศสเวลาพูด ท่าทาง สีหน้า การแสดงออกทางกายก็จะเป็นแบบของเค้ามีเอกลักษณ์ของเค้า ถ้าจะเอาหนังฝรั่งเศสมาพากษ์ทับเป็นอังกฤษมันก็จะไม่ได้รสชาติของการแสดงครับ ผมเลยดีใจว่าได้มีโอกาสที่ได้ดูหนังเรื่องนี้เป็นภาษาฝรั่งเศสครับ ก็ต้องขอขอบคุณเจ้าของหนังที่ไม่พากษ์อังกฤษทับซะก่อน เอาล่ะครับมาดูกันว่าทำไมผมถึงจับเอาหนังเรื่องนี้มาแนะนำกัน อย่างแรกเลยความแปลกใหม่ของหนังครับที่เป็นหนังฝรั่งเศสครับ มันสดใหม่สำหรับผมมากๆ เลย จริงๆ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยดูหนังฝรั่งเศสนะครับแต่ว่าเรื่องนี้มันถูกใจครับ และหนังก็เป็นผลงานการสร้างของ ลุค แบซอง เป็นผู้สร้างผู้กำกับอีกคนที่ผมชอบในสไตล์การสร้างอีกคนครับ และประการต่อมาการเขียนบททำได้ไหลลื่นดีครับ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทที่หนังใส่ให้กับแดเนียลผู้เจนจัดเรื่องการซิ่งรถมากกว่าขับรถ หรือ เอมิเลียร์ตำรวจหนุ่มผู้ไม่ประสาเรื่องขับรถกับจีบสาว ทั้งสองตัวละครนี้แสดงได้เข้าขากันอย่างไหลลื่นครับ และพวกแก็งค์รถเบนซ์ที่เป็นนักจารกรรมเงินไฮเทคที่ชอบแข่งรถมากๆ และที่ชอบอีกตัวละครที่มีในหนังก็ต้องผู้กำกับ จีแบร์ครับ เป็นคนที่สร้างความตลกขบขันได้มากๆ เลยครับ แต่เหนือสิ่งใดองค์ประกอบโดยรวมของหนังเข้าขั้นเยี่ยมครับไม่ว่าการแสดง การแคสติ้งตัวแสดง เพลงประกอบในหนัง การไล่ล่าด้วยรถยนต์ที่เรียกว่าซ้อมกันมาดีมากๆ ทีสตั้นท์เก่งครับขับรถได้อย่างที่เรียกว่าเซียนจริงๆ จะบอกว่ามันเข้ากันได้เป็นอย่างดีครับผมก็เลยไม่อยากให้พลาดกับหนังเรื่องนี้นะครับ

วันพุธที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2552

Deja Vu : ภาระกิจเดือด ล่าทะลุเวลา


Deja Vu : ภาระกิจเดือด ล่าทะลุเวลา
แนว : แอ็คชั่น / ระทึกขวัญ / อาชญากรรม / ผจญภัย / Sci-Fi
ความยาว : 128 นาที
เข้าฉายเมื่อ : 5 ธันวาคม 2549
Rating 3.5/5 สงสัยว่าแดนเซลจะสอบใบขับขี่ตกครับขับรถชนตลอด!!!



เดจา วู ตอนแรกที่เห็นชื่อหนังผมก็ประหลาดใจครับว่าทำไมชื่อมันแปลกจังหว่า ผมก็เก็บความสงสัยนั้นมาตั้งนานจนกระทั่งหนังเข้าก็เป็นหน้าที่ผมล่ะที่ต้องเข้าไปพิสูนจ์ให้เห็นจริงว่าหนังเป็นอย่างไร หนังเรื่องนี้เปิดตัวผู้แสดงได้อย่างน่าสนใจครับ แดนเซล วอชิงตัน เป็นตัวแสดงนำ ต้องขอบอกว่าผมคุ้นเคยกับแกดีเพราะดูหนังแกบ่อยเหมือนกันครับ และหนังเรื่องนี้ที่มาดูก็ได้แกแหล่ะครับที่เป็นจุดขายให้ผมเข้ามาดู ผมจำไม่ได้แล้ววว่าไปดุหนั้งเรื่องนี้ที่โรงไหนแต่จำได้ว่าวันที่ผมดูนั่นน่ะคนในโรงน้อยจังเลย อาจเป็นเพราะว่าไม่มีดาราดังแสดงมากนักก็เป็นได้ ที่ดังๆ ที่แสดงด้วยก็คือ จิม คาวีเซล ครับที่แสดงเรื่อง Frequency แล้วก็ วาล คิมเมอร์ อีกคนครับที่ดังหน่อย แต่ตอนไปดูต้องบอกว่าผิดคาดครับตอนที่ดูเรื่องนี้ผมตื่นเต้นไปกับตัวหนังสนุกลุ้นทุกฉากครับ หนังนี้จะมีแนวคิดคล้ายๆ กับเรื่อง Frequency ที่ว่าอดีตสามารถส่งผลถึงปัจุบันได้ แต่ว่าอย่าไปคิดมากถึงจุดนั้นเลยครับเราดูหนังเพื่อความสนุกมากกว่า สำหรับหนังเรื่องนี้เป็นผลงานของ เป็นผลงานของ โทนี่ สก็อต ภายใต้การสร้างของ เจอร์รี่ บรั๊คไฮเมอร์ มือพระกาฬครับ สำหรับผู้สร้างและผู้กำกับหนังเรื่องนี้ต่างก็มีเครดิตในการสร้างหนังที่ทำรายได้ระดับร้อยล้านเหรียญเยอะไปหมด สำหรับหนังเรื่องนี้ต้องบอกว่าการเขียนบทเขียนได้อย่างแยบยลครับ จากปัจุบันไปสู่อดีตแล้วย้อนมาสู่ปัจุบัน ตอนแรกผมดูก็ยังงงๆ นะครับแต่ว่าพอดีไปหลายๆ ทีแล้วโอ้โหเขียนบทกันได้ไงหว่าสุดยอดจริงๆ ก็ต้องยกความดีให้กับคนเขียนบทล่ะครับงานนี้ สิ่งที่ชอบในหนังเรื่องนี้คือบทไล่ล่าที่ตัดสลับอดีตกับปัจุบันได้อย่างลงตัว ตอนที่แดนเซล ขับรถล่าผู้ร้ายโดยใช้เครื่องมือพิเศษที่มองย้อนไปในอดีตได้นี่ผมว่าทำได้อย่างลงตัวที่สุดแล้ว แต่ที่เป็นแง่คิดก็คือการที่รัฐบาลสหรัฐมีเครื่องมือที่สอดส่องความเป็นอยู่ของประชากรได้แบบเครื่องมือในหนังนี่ผมว่าคนเราคงหมดความเป็นส่วนตัวแน่ๆ แบบว่าทำไรรู้กันหมดเลย แต่ดีที่ไม่มีอยู่จริง(หรือมีอยู่ก็ไม่รู้นะ) อีกคนที่ผมประทับใจก็คือผู้แสดงนำหญิง ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของฆาตกรผมว่าเธอหน้าตาน่ารักดีครับแสดงก็ดีด้วยครับสำหรับหนังเรื่องนี้ผมดูไปลุ้นไปทุกครั้งที่ดูครับ ก็อยากให้หาๆ มาดูกันครับไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวงครับ