วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

Green Zone : โคตรคนระห่ำ ฝ่าโซนเดือด




Green Zone : โคตรคนระห่ำ ฝ่าโซนเดือด
กำหนดฉาย : 11 มีนาคม 2553
แนว : Drama Thriller
นำแสดง : แม็ตต์ เดม่อน (Matt Damon ), เกร็ก คินเนียร์ (Greg Kinnear), เอมี่ ไรอัน (Amy Ryan), เบรนแดน กลีสัน (Brendan Gleeson), เจสัน ไอแซ็คส์ (Jason Isaacs), กาลิด อับดัลล่า (Khalid Abdalla)
กำกับ : พอล กรีนกราส (Paul Greengrass)

ตอนแรกผมได้ยินชื่อผมก็คิดในใจว่า เอ...แม็ตต์ เดม่อน กับหนังใหม่ทำไมมันชื่อแต๋วจังหว่า แต่ว่าเมื่อมองที่ทีมงานที่ทำเรื่องนี้ ต้องร้องบอกว่าโอ๊ๆๆๆ แม่เจ้านี่มันนอมินีของ The BOURNE ทั้งหลายแหล่ที่แกแสดงนี่หว่า แถมผู้กำกับก็คนเดิมนายพอล กรีนกราส คนเดิมที่กำกับหนังแบบดิบๆ ได้ใจจริงๆ จะบอกว่าแกกำกับแบบไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทนให้เปลืองตังค์ แกเน้นแสดงจริง เจ็บจริง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้แสตนด์อิน อันนี้แซวเล่นครับ เอ้ามาว่ากันต่อครับจริงๆ จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่ได้ไปดูแล้วล่ะครับแต่ว่าผมก็มัวทำโน้นทำนี่เยอะไปหมดก็เลยลืมๆ ไปจนกระทั่งวันนี้แหล่ะว่างแล้ว (ว่างแล้วจริงๆ นะนี่) หนังเรื่องนี้จะว่าไปตอนแรกที่ผมเดินเข้าไปแล้วเริ่มต้นเรื่องเห็นปีที่หนังเริ่มเรื่องผมก็แปลกใจว่ามันหนังย้อนยุคหรือไงนี่ จริงๆ ผมไม่ได้อ่านเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ก่อนเลย ที่ตัดสินใจดูก็เพราะว่าอยากหาดูหนังที่แตกต่างออกไปเพราะผมมันเป็นคนไม่ชอบความจำเจ เพราะฉะนั้นหนัง Green Zone ก็เลยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนั้น แล้วผมคิดว่าหนังเป็นสงครามแอ็คชั่นน่าจะสนุกทีเดียว แล้วผมก็ไม่ผิดหวังกับตัวเลือก หนังสร้างได้คุณภาพมาก ฉาก เนื้อเรื่อง การตัดต่อ บทหนัง ดีครับ ผมว่าผมชอบนะ จะว่าไปแล้วหากคนที่ไม่เคยดูไสตล์ของ พอล กรีนกราส กับ แม็ตต์ เดม่อน แล้วอาจจะไม่ชอบก็ได้ หนังมันเดินเรื่องเร็วแล้วภาพจะออกมาแบบดิบๆ ไม่แต่งเติมซักเท่าไหร่ แบบว่าได้อารมณ์ดีแท้

Green Zone เรื่องนี้ผมว่ามีอะไรให้ต้องคิดต้องติดตามหลายๆ อย่างเลย หนังมุ่งเน้นที่สงครามที่อเมริกาเข้าไปมีส่วนจัดระเบียบสังคมประเทศอิรักที่ใครๆ ก็ไม่รัก การปฎิบัติการค้นหาความจริงที่แสนเจ็บปวดในการกระทำเพื่อประเทศ การหักหลังกันเองเพื่อไปสู่จุดที่ตั้งไว้ ผมว่าหนังเรื่องนี้ตบหน้าเหตุผลของการทำสงครามของประเทศบางประเทศเลยครับ เหตุผลที่อ้างไปเพื่อที่จะได้เข้าไปจัดระเบียบประเทศนั้นๆ มันหน่อมแน้มไปนิดแต่ก็ทำไรไม่ได้เพราะว่าการมีกำลังที่เหนือกว่าก็เป็นสิ่งที่ถือไพ่เหนือกว่า ก็ขำดีครับกับเหตุผลแบบนี้ พอดูหนังแล้วหันมาดูบ้านเราแล้วก็อดเศร้าไม่ได้ที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ประเทศไทยเราต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ต้องบอกว่าไม่อยากให้เกิดกับบ้านเมืองเรา ผมก็ได้แต่ภาวนาให้บ้านเราสงบโดยเร็ววันไม่งั้นผมว่าเหตุการณ์มันต้องลากยาวแน่ๆ ไม่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่สมหวังแต่คนที่เจ็บปวดก็คือประเทศไทยเราครับ บ่นไปเดี๋ยวจะหาว่าเป็นพวกคอการเมืองไปอีก แต่สรุปว่าหนังเรื่อง Green Zone เป็นหนังเยี่ยมในตัว แม้ว่าบางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับผมๆ ก็ว่ามันดีนะได้ดูแอ็คชั่นเจ็บๆ ได้เห็นเหตุผลที่ไม่เข้าท่าที่ประเทศใหญ่ๆ ชอบอ้างเหตุผลในการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ที่ชอบคือความซื่อสัตย์ในความจริงที่เป็นอยู่ของใครบางคนแม้ว่าความจริงนั้นจะเจ็บปวดก็ตาม และได้เห็นสิ่งที่คนในประเทศนั้นๆ คิดต่อประเทศตัวเอง ความรักที่มีต่อประเทศบ้านเกิด แหมว่าไปนั่นต้องบอกว่าให้ไปดูกันครับ หนังดี ไม่เสียดายตังค์แน่ๆ ( ผมใช้บัตรฟรีอีกแล้วครับ)

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

The Classic คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต

The Classic คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต



วันนี้ตอนนั้งรถกลับบ้านเห็นเด็กนักเรียนม.ปลาย ดูโทรทัศน์ด้วยมือถือแถมดูละครเกาหลีเสียด้วยสิ พอมาถึงบ้านผมมานั่งๆ คิดว่าเอเดี๋ยวนี้กระแสเกาหลียังไม่จางหายจากบ้านเราเลย ผมก็เลยเปิดบล็อกของผมเองขึ้นมาดู อ่านเรื่องที่เขียนไปเมื่อวานก็นึกในใจว่ากระแสเกาหลีฟีเวอร์มาแรงจริงๆ ผมก็เป็นอีกคนที่ได้รับกระแสนี้อย่างเต็มๆ ไม่แต่เกาหลีนะครับ ญี่ปุ่นฟีเวอร์ผมก็รับมาเต็มๆ เกาหลีนี่ผมชอบหนังเค้าสร้างออกมาได้ใจได้อารมณ์ ผมชอบรายการแฟมิลี เอ้าท์ติ้งด้วยครับ ชอบ MC ยู แจ ซอก ชอบ เยจินและก็เฮียวริ ผมติดตามดูครบเลยโหลดจากเวปนี่แหล่ะมีทุกตอนด้วยสนุกดีขอบอก ตอนนี้ขึ้นซีซั่นสองแล้วเปลี่ยนพิธีกรยกทีมเลย ก็ต้องดูกันว่าจะมาแรงเหมือนซีซั่นแรกหรือเปล่า ส่วนญี่ปุ่นผมชอบหนังซีรีย์ครับจะบอกว่าสนุกสุดๆ เหมือนกันดูเกือบทุกเรื่องเลย ไมว่าจะเป็นเรื่อง Hero ที่คิมูระ ทาคูยะแสดง ชอบเรื่อง Galieo ที่หนู โค ชิบาซากิ แสดงกับ Fukuyama Masaharu ที่แสดงเป็นยูกาว่า เซนเซ ก็คืออาจารย์มหาวิทยาลัยนั่นแหล่ะครับ ชอบน้อง มาซามิ นากาซาว่า ที่แสดงเรื่อง Operation Love น้องแกน่ารักสุดๆ ชอบน้องโทดะ เอริกะ ที่แสดง Liar Game น้องเค้าก็น่ารักสุดๆ เดี๋ยวผมจะเอามาเล่าทีละเรื่องๆ กันไปเลย แต่อีกนั่นแหล่ะ แต่ก่อนที่จะออกนอกเรื่องมาว่ากันกับหนังที่อยากแนะนำให้ดูกัน

" The Classic คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต " ตอนนั้นผมไปดูหนังเรื่องนี้ไม่ทันหนังออกโรงก่อน แต่ได้น้องที่ออฟฟิศเก่าเค้าเอาแผ่นมาให้ดู ผมว่าที่ผมชอบดูหนังเกาหลีนี่ก็เป็นอิทธิพลจากน้องคนนั้นด้วยเหมือนกัน ว่ากันต่อเรื่องนี้ครับ ผมว่าหลายๆ คนคงได้เคยดูผ่านตามาแล้วบ้างแหล่ะแต่ถ้ายังไม่เคยดูก็มาติดตามเรื่องราวความรักที่สุดแสนจะโรแมนติกทีผมก็อยากให้เกิดกับผมเหมือนกันนะนี่ หนังเรื่องนี้บอกผมว่าพรมลิขิตรักไม่อาจฝืนได้ แม้ว่าจะพยายามอย่างไรถ้าไม่ใช่คู่กันแล้วก็ยากจะลงเอยกันได้

หนังเรื่องนี้มาพร้อมกับเนื้อหาความรักที่ไม่สมหวังแต่กว่าจะลงเอยกันได้ก็แทบตาย เรื่องนี้มีทั้งรักทั้งเศร้า ความรักที่เพื่อนมีให้ต่อกัน การเสียสละเพื่อความรักที่ยอมได้แม้ต้องผิดหวัง มีครบรสเลยครับ มาๆ ว่ากันว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงน่าดู ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงได้ใจผมไปเต็มๆ ผมไม่รู้นะว่าคนอื่นๆ จะชอบเหมือนผมไหมแต่เอาว่าผมชอบในแบบของผมและผมอยากให้ลองหาหนังมาดูครับไม่ผิดหวังแน่นอน


ลองดูจาก MV ที่ผมเอามาให้ดูครับ สำหรับ MV ที่เอามาให้ดูนี่ก็ต้องบอกว่าผมก็ชอบอีกเพราะดนตรีที่ทำออกมาทำได้กินใจมากๆ โดยเฉพาะเสียงกีตาร์ตอนอินโทร มันใสกรุ๊งกริ๋งได้ใจจริงๆ ครับ เนื้อหาจะเรียงร้อยตามหนังเลยครับ ผมชอบที่ว่าหนังให้ความรักของรุ่นพ่อแม่ไม่สมหวังและรุ่นลูกก็ทำท่าว่าจะไม่สมหวังอีกเพราะอุปสรรคคอยขวางกั้น แต่อะไรจะมาสู้รักแท้ที่มีให้กันดังนั้นความรักของรุ่นลูกก็เลยสมหวังแม้ว่าต้องเจออุปสรรคที่ว่าสาหัสสากรรณขนาดไหน

จะว่าไปในหนังมีหลายๆ ฉากที่ผมชอบไมว่าจะเป็นพ่อของพระเอกที่ยอมสละหญิงสาวที่เค้าให้กับเพื่อนรักที่ชอบหญิงสาวเหมือนกัน ดังนั้นจึงเป็นที่มาของความรักที่แสนเศร้า ผมยังชอบอีกตอนครับ จุนฮากลับมาจากสงครามแล้วมาพบกับจูฮี ซึ่งจุนฮาพยายามสร้างบรรยากาศการพูดคุยให้สนุกสนาน เขามองไปที่เปียโนและพูดถึงเด็กชายที่นั้งเล่นเปียโนทั้งๆ ที่เด็กชายนั้นได้มานั่งข้างหลังของจุนฮาแล้ว จุนฮีถึงกลับน้ำตาไหลเมื่อรู้ว่าจุนฮาตาบอดไปแล้วแต่ยังพยายามปิดเธอไม่ให้รู้แถมยังโกหกว่าเขาแต่งงานไปแล้วเพื่อให้จุนฮีได้ตัดใจจากเขา ผมน้ำตาคลอเลยครับ เมื่อตอนจุนฮาเดินสะดุดโต๊ะล้มลงแต่ยังบอกว่าตัวเองไม่เป็นไร มันซึ้งจนผมอยากร้องไห้เลยล่ะ ถามว่าผมชอบความรักของรุ่นจุนฮาหรือจีฮี ผมว่าผมชอบรุ่นจุนฮาครับ รักบริสุทธิ์ ใสซื่อ การเสียสละที่พร้อมให้ทุกอย่างกับคนที่เรารัก แต่ความรักในรุ่นลูกผมก็ชอบนะครับแต่ผมชอบรุ่นจุนฮามากกว่า

ตอนผมซื้อ DVD เรื่องนี้เป็นรุ่น limited Edition รับในกล่องมีสมุดภาพด้วย สวยครับน่ารักเชียว เห็นว่าตอนหนังเข้านี่ดาราที่แสดงเรื่องนี้ถึงกับต้องบินมาโชว์ตัวด้วยเลยนะครับ เสียดายว่าผมก็ไม่ได้ไปดูอีกนั่้นแหล่ะ เขียนมาเยอะแล้วก็ไปหามาดูนะครับ เรื่องนี้ผมยกให้เป็นหนึ่งในเรื่องโปรดของผมเลยล่ะ และอยากบอกว่าผู้กำกับ Kwak Jae-yong คนนี้กำกับหนังได้เยี่ยมมากๆ แกยังไปทำหนังเรื่อง Cyborg She ด้วยนะครับ กำกับน้อง ฮารุกะ ฮายาเซะ ได้น่ารักมากๆ เอาเป็นว่าอย่าพลาดครับ




วันอาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

My Sassy Girl : ยัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม



วันนี้นั่งเล่นๆ นั่งปล่อยความคิดไปเรื่อยแล้วก็พาลไปนึกถึงหนังเกาหลีที่ดูแล้วชอบ มันมีหลายเรื่องและเรื่องหนึ่งที่นึกขึ้นมาทันทีก็เรื่อง My Sassy Girl หนังที่ จวนจีฮุน และ ชาแตฮุน แสดงครับ หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่พลิกวงการหนังเอเซียเลยก็ว่าได้ เป็นหนังที่เปิดตัว จวนจีฮุน และ ชาแตฮุน ให้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกเลยก็ว่าได้ หนังเรื่องนี้จะว่าไปมันก็ไม่ต่างจากหนังบ้านเราครับเนื้อเรื่องก็ไม่ได้แปลกมากนักแต่ว่าที่ชอบๆ กันเพราะความสดและการให้อารมณ์หนังที่สนุกและนักแสดงนำทั้งสองก็แสดงได้อย่างแจ่มเลย จะว่าไปเรื่องนี้ก็เป็นที่ชื่นชอบของผมเหมือนกันนะครับ ผมไปเสาะหาข้อมูลจากเน็ตมาก็เอามาให้เพื่อนๆ ได้อ่านพอคิดถึงแล้วไปหามาดูกันครับให้หายคิดถึงกัน หลังจากที่ดูเรื่องนี้แล้วต้องบอกว่า จวนจีฮุน เป็นดาราสาวที่ผมชอบมากจริงๆ นะครับ หลังจากหนังเรื่องนี้แล้วสาวน้อยขวัญใจผมก็มีหนังออกมาอีกเยอะเลยครับรวมทั้งพ่อหนุ่มเจี๋ยมเจี้ยมก็เหมือนกัน จะว่าไปหนังเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่อยุ่ในใจผมเลยครับ เนื้อเรื่องย่อๆ ก็มีว่า
เริ่มขึ้นในคืนวันหนึ่ง เมื่อหนุ่ม 'Gyunwoo' ได้ไปพบกับหญิงสาวคนหนึ่งโดยบังเอิญ ที่สถานีรถไฟใต้ดิน ซึ่งเหตุการณ์อันไม่ธรรมดามากมาย ที่มาบรรจุอยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้ จะให้ผู้ชมได้รู้สึกถึงความตลกขบขัน และสนุกสนานอย่างเต็มที่ และแม้จะเป็นที่รับรู้กันดีว่า เรื่องราวของภาพยนตร์ มีต้นกำเนิดมาจากความเป็นวรรณกรรมอินเตอร์เน็ต (internet literature) ก็ตาม ทว่าสิ่งที่ช่วยผลักดัน ให้เรื่องราวของภาพยนตร์ ดำเนินไปอย่างมีรสชาติ ก็คือการพรรณนาถึงความรู้สึกนึกคิด อันบริสุทธิ์ผ่องใสไร้จริตมารยา ของหนุ่มสาวยุคใหม่ ผ่านมุมมองสำนึกแห่งวัยเยาว์อันสดใส และนำมาซึ่งอารมณ์เบิกบานเปี่ยมชีวิตชีวา

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ปฏิบัติการฮาล่าฝัน ของนายเจี๋ยมเจี้ยม Highway Star



ใครเป็นแฟนนายเจี๋ยมเจี้ยมบ้างยกมือขึ้นครับ ใช่ครับผมก็คนหนี่งที่เป็นแฟนหนังของแกครับ ชา แต ฮุน ชื่อของนายเจี๋ยมเจี้ยมคนนี้จะว่าไปหล่อหรือเปล่าไม่รู้นะแล้วแต่คนแต่ผมว่าแก็โอแหล่ะ นี่ผมแอบคิดเล่นๆ ในใจนะว่าถ้าผมไปเกาหลีคงมีโอกาสได้เป็นดารากับเค้าบ้าง แฮะๆ ฝันครับความฝันคนเราก็ต้องมีบ้างใช่ไหมครับ เหมือนหนังเรื่องนี้ที่พระเอกเราฝันกับเค้าว่าจะดังเป็นนักร้องระดับซุปเปอร์สตาร์กับเค้าบ้าง แต่ฝันก็ยังเป็นฝันต่อไปเพราะไม่สบโอกาสเลย จนกระทั่งมีผู้มาค้นพบแววนักร้องในตัวแกแต่ไม่ใช่ในแบบนักร้องร็อคเกอร์นะครับแต่จะเป็นแบบเพลงทร็อต (เพลงพื้นบ้านหรือเปรียบไปก็เพลงลูกทุ่งบ้านเราครับ) แล้วจากนั้นก็เป็นเรื่องที่พระเอกเราต้องฝ่าฟันต่อไป ครับหนังเรื่องนี้จะว่าไปก็เหมือนพล็อตหนังไทยแต่เค้าก็สอดแทรกอารมณ์ขันเข้าไป แนวทางในการนำเสนอก็ต่างออกไป นักแสดงก็ทำได้ดีครับ หนังเรื่องนี้ผมชอบจุดที่ว่าพระเอกเราดังโดยใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าตัวเองเพราะอายที่จะต้องร้องเพลงทร็อต แต่สุดท้ายก็ต้องทำตามใจเรียกร้องที่มีต่อหญิงที่ตนรักแล้วก็ความรักและภูมิใจที่ได้เป็นนักร้องเพลงทร็อด หนังเรื่องนี้ฮาปนซึ้งเรียกว่าฮาแต่ไม่ไร้สาระ ดูดีๆ ก็ได้อะไรดีๆ กลับบ้านไปเยอะ ตอนผมไปนั่่งดูหนังเรื่องนี้ผมก็ไม่ได้คิดหรือหวังอะไรมากไปกว่าการไปดูหนังคลายเครียดครับ แต่เป็นว่าหนังเรื่องนี้ทำเอาผมชอบไปเลย ผมซื้อแผ่นมาดูแล้วดูอีกหลายรอบ วันว่างๆ ก็หยิบมาดูครับ หนังดี เพลงก็โอเค ในหนังผมชอบอากู๋ คนที่เป็นเจ้าของค่ายเพลงครับ แกเป็นคนที่ไม่ทิ้งความฝันแม้ว่าจะตกระกำลำบากอย่างไร ค่ายเพลงต้องระส่ำเพราะนักร้องที่ปลุกปั้นหนีไปอยู่ค่ายอื่น ดูๆ ไปแล้วแกเป็นคนจริงครับ ผมชอบพอๆ กับตัวพระเอกครับ ก็อย่างที่ว่าครับไปหาซื้อเก็บไว้เถอะครับไม่เสียดายแน่นอนผมรับรอง

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552

The Possible:เก๋า เก๋า


เก๋า..เก๋า : The Possible

แนว : ตลก / เพลง / แฟนตาซี
ฉายเมื่อ : 4 ธันวาคม 2549
Rating 4/5 หนังเก๋าสำหรับคนเก๋า



ใครเก๋า...ยกมือขึ้น ผมไม่ได้กวนนะครับผมแค่จะมาพูดถึงหนังเรื่อง The Pssible:เก๋า เก๋า เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมไปดูแล้วประทับใจ หนังเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ผมตั้งใจไปดูครับด้วยเหตุผลที่ว่าเป็นหนังจากทีมผู้กำกับจากทีมแฟนฉัน แหมอะไรจะปานนั้นผมพูดถึงหนังจากทีมงานทีมนี้ก็สองเรื่องแล้ว เอ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สามไม่ว่ากัน หนังเรื่องนี้นำเสนอเกี่ยวกับดนตรีเมื่อยุคสตริงคอมโบกำลังเฟื่องฟู ซึ่งหนังเลือกนำเสนอผ่านวงดนตรีที่กำลังเป็นดาวรุ่งที่ชื่อว่า The Possible หัวหน้าวงนำโดยโจอี้บอย ที่แสดงเป็น ต๋อย พร้อมกับพลพรรคนักดนตรีไม่ว่าจะเป็น โป้ โยคี เพลย์บอย สอง พาราด็อกซ์ และอีกหลายๆ คนแล้วก็เด็กสร้างตั้งแต่หนังเรื่องแฟนฉัน ไม่ว่าจะเป็นน้องโฟกัส น้องแจ๊ค ครับสำหรับหนังเรื่องนี้ผมประทับใจกับบทหนัง เพลงประกอบ การวางตัวดาราที่มาแสดง ผมชอบในหนังที่เอาจุดเด่นของวงดนตรีสมัยสริงคอมโบมานำเสนออย่างเด่นชัด แล้วเพลงประกอบก็เยี่ยมครับ เพลงดวงใจยังมีรัก ก็เป็นเพลงที่ซื้อลิขสิทธิ์มาจากเพลงฝรั่งแล้วเขียนเนื้อเพลงใส่เข้าไปเรียกว่าทำได้อย่างเนียนมากๆ เนื้อเพลงเพราะดีแล้วใครที่คุ้นเคยกับโจอี้บอยที่ร้องแต่เพลงแร็ปก็จะได้เห็นโจอี้บอยรองเพลงแบบธรรมดากับเค้าบ้างมันก็แปลกไปอีกแบบแต่แปลกในแบบที่เจ๋งนะครับ ในหนังได้นำเสนอความรักยุคก่อน การทำเพลงของวงดนตรีที่มักเอาเพลงฝรั่งมาแปลงเนื้อ ความคลั่งไคล้ในตัววงดนตรีที่เรียกว่าคลั่งแบบมากๆ ให้นักร้องคนโปรดเซ็นชื่อที่แขนแล้วไม่อาบน้ำเป็นเดือนๆ ก็มีซึ่งก็คืออู๋แฟนเพลงพันธุ์แท้ของ The Possible นั่นเอง จะว่าไปผมก็ชอบบทของอู๋นะครับที่คุณ เกรียงศักดิ์ เหรียญทอง เป็นคนแสดงพี่เค้าแสดงได้อย่างแจ่มเลยครับแล้วเสียงแกก็แจ่มมากๆ เสียงนี้ผมคุ้นมากๆ เป็นนักพากย์ระดับเซียนคนนึ่งเลยครับ พี่เค้าพากย์เสียงที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือเสียงของ อู๋ ม๋ง ต๊ะ อะพอจำได้ใช่ไหมครับหนังทุกเรื่องของ อู๋ ม๋ง ต๊ะ พี่แกจะเป็นคนให้เสียงพากย์ หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของแกครับแล้วแก็แสดงได้อย่างได้ใจจริงๆ ครับกับบทแฟนพันธุ์แท้ที่พยายามช่วยให้ขวัญใจในวัยเด็กได้เดินทางกลับไปสู่อดีตที่จากมา หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่ขายเพลงที่เพราะอย่างเดียวนะครับ หนังยังขายบทที่เฉียบขาด ดาราที่แสดงได้สมบทบาท เครื่องแต่งกายที่ออกแบบได้อย่างเนี้ยบจริงๆ แต่ที่ผมประทับใจอีกอย่างคือความรักของต๋อยที่รู้ว่าเมื่อเสียความรักหรือคนที่รักตนไปแล้วยากจะเอากลับคืนมาได้แต่เมื่อมีโอกาสต๋อยก็ไม่พลาดที่คว้าโอกาสนั้นไว้ไม่ให้หลุดมือไปได้ แล้วคนที่ทำให้ต๋อยคิดถึงตลอดเวลาคือน้องสตอร์ น้องรถเมล์ นักแสดงหน้าใหม่อีกคนที่แสดงได้อย่างดีและน่ารักอีกต่างห่าง อีกจุดที่ผมชอบคือมีการนำวงดนตรีระดับบรมครู The impossible มาแสดงด้วยครับ พี่ต้อยเศรษฐา ได้มาเป็นดารารับเชิญในหนังแล้วไม่ต้องทำไรมากครับกับบทบาทเรียกว่าแสดงได้สมบทบาทในแบบฉบับของพี่เค้า หนังมาสรุปจบในความสมหวังที่เพื่อนๆ ต้องลองไปติดตามครับ

เพื่อนสนิท


เพื่อนสนิท

ชื่ออังกฤษ Dear Dakanda
ชื่ออื่นๆ Puen Sanit
ประเภท Romance / Comedy
วันที่เข้าฉาย 6 ตุลาคม 2548
ความยาว 130 นาที
Rating 4.8/5 รักเพื่อนกับเพื่อนรักมันต่างกันนะจะบอกให้



ครับผมกำลังจะพูดถึงหนังไทยอีกเรื่องที่ผมชอบมากๆ อีกเรื่องหนึ่งจะว่าไปก็เป็นหนังจากค่าย GTH อีกเรื่องละครับและเป็นหนังอีกเรื่องที่กำกับโดย คมกฤษ ตรีวิมล หนึ่งในกลุ่มผู้กำกับหนังเรื่อง แฟนฉัน ครับและผมก็ต้องบอกว่าผมค่อนข้างจะชอบหนังเรื่องนี้มากๆ เหตุเพราะว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทุกๆ คนต้องเคยผ่านมา ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย ความรักในวัยเรียน ความรักของเพื่อนที่มีให้เพื่อน ความรักของเพื่อนที่พัฒนามาเป็นแฟน ความสนิทสนม ความห่วงหาอาทร ของเพื่อนๆ ที่มีให้เพื่อน ความรักที่ต้องพลัดพราก ความรักที่ต้องแสวงหา เห็นไหมครับผมไล่เรียงมาตั้งเยอะแต่ไม่หมดครับสำหรับหนังเรื่องนี้ ผมว่าต้องได้ดูครับถึงจะอินไปกับสิ่งที่ผมพูด หนังเรื่องนี้ได้ดาราใหม่มาแสดงหลายคนครับไม่ว่าจะเป็น ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ รับบท ไข่ย้อย, นุ่น - ศิรพันธ์ วัฒนจินดา รับบท ดากานดา, เอ๋ - มณีรัตน์ คำอ้วน รับบท นุ้ย ร่วมด้วย อิศ - อิศยม รัตนอุดมโชค รับบท โก้ เพื่อนเก่าที่ตามมาแสลงใจไข่ย้อยถึงเชียงใหม่, ดัมมี่ - ธนาบดินทร์ ยงสืบชาติ รับบท ฟุเหยิน เพื่อนสนิทเพศชายคู่หูคู่กัดของดากานดา, โอปอลล์ - ปาณิสรา พิมพ์ปรุ รับบท พี่แตน พี่สาวของนุ้ยที่เป็นนางพยาบาลเหมือนกัน เห็นไหมครับใหม่เกือบยกชุดเลย ในหนังผมชอบเกือบทุกคนเลยครับ ผมชอบการแสดงของซันนี่ที่แม้จะแข็งไปนิดแต่ก็เป็น หมูหรือไข่ย้อยได้แบบสมจริงมากๆ ท่าทางการแสดงเป็นธรรมชาติดี ผมชอบน้องโอปอลที่แสดงเป็นพยาบาลที่เกาะพงัน แกแสดงได้แบบเว่อร์บริสุทธิ์ใสๆ ชอบครับ ชอบนุ่นที่แสดงเป็นดากานดาแบบที่เราคิดว่าเค้ามีจริง ชอบนุ้ยที่แสดงโดยมณีรัตน์ เป็นพยาบาลแบบได้ใจรักทุกคน หนังเรื่องนี้คุณเอส ผู้กำกับสร้างโดยได้รับแรงบันดาลใจจากบทประพันธ์เรื่อง ตู้ไปรษณีย์สีแดง เนื้อเรื่องกล่าวถึง เรื่องราวของเพื่อนสนิท สอง นักศึกษา คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไข่ย้อย และ ดากานดา ที่ตกหลุมรักเพื่อนสนิทโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งวันหนึ่งที่มีคนอื่นได้เข้ามาจีบเพื่อนของตัวเอง จึงได้รู้ตัวว่าได้หลงรักเพื่อนตัวเองเข้าแล้ว เรื่องราวของเพื่อนสนิทดำเนินไป สองช่วงเวลาสลับกัน ระหว่างเนื้อเรื่องของหมู (ไข่ย้อย) เดินทางไปเกาะพะงัน ภายหลังจบการศึกษา ซึ่งได้รับบาดเจ็บ และรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเกาะพะงัน ที่ซึ่งเจอ นุ้ย นางพยาบาลสาว สวย และขณะเดียวกัน ก็เป็นเรื่องราวที่หมู นึกถึงเรื่องราวในช่วงที่เรียนอยู่ ซึ่งเป็น เรื่องราวของ ไข่ย้อย และ ดากานดา ผมเองก็ได้อ่านหนังสือเรื่องนี้เหมือนกันครับสนุกดีครับอย่างว่าไปหาอ่านก็โอเคนะครับ ส่วนที่ผมชอบหลายๆ อย่างในหนังเรื่องนี้นอกจากผู้แสดงแล้วก็เป็นบรรยากาศของมหาวิทยาลัย การรับน้องใหม่ที่รุ่นพี่จัดให้น้องๆ ประเพณีปฎิบัติไม่ว่าจะเป็นงานดนตรีลูกทุ่งวิจิตร ที่ไข่ย้อยไปสมัครเป็นนักร้องนำเพื่อบอกความในใจให้ดากานดารู้ว่าไข่ย้อยก็รักดากานดานะ ผมชอบบรรยากาศที่เกาะพงันที่หมูต้องไปรักษาตัวเพราะขาหักแล้วได้เจอกับนุ้ยที่เป็นพยาบาลคอยดูแลอาการบาดเจ็บและดูแลหัวใจหมูให้สามารถค้นพบใจตัวเองว่าต้องการอะไร ชอบฉากที่ไข่ย้อยบอกดากานดาว่าชอบนะตอนที่สอบจบปีสุดท้าย แต่ดากานดาบอกไข่ย้อยว่า มาบอกอะไรตอนนี้ คิดดูสิครับคำๆ นี้มันแทงใจไข่ย้อยขนาดไหนครับ ผมงี้อึงไปกับฉากนี้เหมือนกัน ผมชอบพี่แตนที่เวลาแอคติ้งแต่ละฉากนะครับฮากระจายครับ จะมีที่ไม่ชอบก็จะเป็นหนังมันจบแล้วแต่ใจไม่อยากให้จบเลยครับ ผมซื้อหนังเรื่องนี้เก็บไว้แล้วดูแล้วดูอีกด้วยที่ว่าเป็นหนังที่ชอบมากๆๆ อยากให้หามาดูกันนะครับขอบอกแล้วจะไม่เสียดายตังค์ที่ซื้อหนังเรื่องนี้เก็บไว้


แฟนฉัน


แฟนฉัน
แนว : ดราม่า / รัก
ความยาว : 110 นาที
ฉายเมื่อ : 3 ตุลาคม 2546
Rating 4.5/5 ดูแล้วเหมือนย้อนไปวันที่ผ่านมาเมื่อวาน



ผมกำลังพูดถึงหนังแห่งปีของปี 2546 ใช่ครับนี่ก็ผ่านมา 6 ปีแล้วสำหรับหนังเรื่องนี้แต่ว่าใช่ว่าเวลาผ่านไปแล้วหนังจะหมดคุณค่าหรือดูไม่สนุกนะครับ หนังเรื่องนี้แม้ว่าเวลาผ่านไปแต่ก็ยังดูสนุกไม่มีเบื่อ อาจเป็นได้ที่ว่าหนังเกี่ยวข้องกับส่วนหนึ่งของเราทุกคนไม่มากก็น้อย ในอดีตเราต้องเคยมีประสบการณ์แบบหนังเรื่องนี้กันบ้างแหล่ะครับ และด้วยเหตุนี้เองหนังเรื่องนี้ถึงได้โดนใจใครต่อใครหลายๆ คน บางคนดูหนังเรื่องนี้หลายเที่ยวไม่รู้เบื่อ ผมก็เหมือนกันดูได้ไม่เบื่อ ดูแล้วสนุกไปกับหนังเหมือนย้อนอดีตตัวเองกลับไปสมัยเด็กๆ มีเพื่อนเป็นแก๊งค์ มีหัวโจกที่คอยนำเพื่อนๆ ไปเล่นสนุก มีสาวๆ ที่เราชอบไปเล่นด้วย หนังเรื่องนี้สำหรับผมได้เปิดประสบการณ์ใหม่สำหรับหนังไทยอีกบทหนึ่ง ได้รู้จักทีมผู้กำกับที่เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ใหม่ด้วยการนำเสนอแนวทางใหม่และใหม่ด้วยการกำกับการแสดงที่ไม่เหมือนใคร หนังเรื่องนี้ใช้ผู้กำกับไปถึง 6 คนผู้เขียนบทไป 7 คน เยอะไม่ใช่เล่นครับแต่ว่าคุ้มมากๆ กับหนังที่ออกมาครับ สำหรับผมหนังเรื่องนี้ไปดูที่เซ็นทรัลลาดพร้าวไปดูแล้วอิ่มเอมใจกับหนังดีๆ ที่รอคอยหนังที่ทำให้เราได้สัมผัสอดีตความทรงจำที่เคยผ่านมาแม้จะนานแสนนานแต่เราก็จำได้เสมอ ใช่ครับผมดูไปแต่คนข้างๆ ซึ้งกับหนังถึงขนาดร้องไห้ก็มีนะครับ แสดงว่าหนังเรื่องนี้เข้าขั้นครับทำให้คนร้องไห้ได้นี่สุดยอดแล้วครับ ในหนังผมชอบกลุ่มนักแสดงเด็กๆ ที่แสดงครับเห็นว่าบางคนแสดงเป็นครั้งแรกกันหลายคนหรือเกือบจะทั้งหมดมั้งแต่แสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติตีบทกันแตกครับ ผมชอบแจ็ค หัวโจ๊กร่างท้วมท่าทางกวนโอ้ยดีจริงๆ น้อยหน่าผู้นำฝ่ายหญิงที่แสนจะซนแต่น่ารัก เจี๊ยบหนุ่มตัวเล็กแต่หัวใจใหญ่ที่เป็นตัวเด่นของเรื่อง แล้วอีกหลายๆ คน ดูเรื่องนี้ได้อะไรหลายๆ อย่างครับ ได้เห็นพี่เล็กคาราบาวมาแสดงด้วย ได้เห็นกบ อนุสรา ได้เห็นมิวสิคของสาว สาว สาว ได้เห็นการถ่ายทอดคอนเสริต์ของโลกดนตรี ได้เห็นเด็กๆ เล่นเป็นจอมยุทธที่เอาเพลงประกอบของกระบี่ไร้เทียมทานมาทำ ผมงี้โหยชอบมากๆ มันทำให้เราได้อะไรดีๆ ที่เคยผ่านไปเมื่ออดีตกลับมาหลายอย่างเลยครับ