วันพุธที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2553

บ้านฉันฯ” พาครอบครัวผู้โชคดีเที่ยวแบบอบอุ่น “บ้านฉันคุ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้” ร่วมกิจกรรมสุดเก๋!!



ภาพยนตร์ “บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้) ค่าย จีทีเอช ร่วมกับ MK และ เมเจอร์ จัดกิจกรรมสุดแสนประทับใจ “บ้านฉันคุ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้” พาผู้โชคดีมาเที่ยวกันแบบยกครอบครัว ให้ได้มาร่วมสนุกกับกิจกรรมสุดเก๋ ณ หาดคาชัวรี่น่า ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมี 2 ผู้กำกับ บอล-วิทยา ทองอยู่ยง และ เมษ ธราธร โดยมี 2 ครอบครัวของพระ-นาง รุ่นเล็ก เฟม-ชวิน ลิขิตเจริญพงษ์ และ น้องจีน่า-ณิชาพัชร์ จารุรัตนวารี มาร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย
เริ่มต้นการเดินทางสุดเก๋ไปกับรถโค้ชคันใหญ่ ที่นำพาชีวิตกว่า 10 ครอบครัว ที่มีทั้งครอบครัวพ่อแม่ลูก, เพื่อน, ญาติ หลากหลายความสัมพันธ์ ที่ได้มาร่วมสร้างความประทับใจร่วมกันกับกิจกรรมครั้งนี้ ความสนุกเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกที่ขึ้นบนรถโค้ช ซึ่งมีเกมแนะนำชื่อให้ผู้โชคดีทุกคนได้รู้จักกัน จากนั้นแวะไหว้พระขอพรที่วัดถ้ำเขาย้อย แต่ละครอบครัวขอพรให้มีความสุข ประเทศชาติสงบสุข จากนั้นแวะอิ่มอร่อยมื้อเที่ยงกับบรรยากาศแบบครอบครัวสไตล์MK สุกี้ อิ่มอร่อยกันแล้ว ก็เข้าที่พักเพื่อเริ่มทำกิจกรรมยามเย็น
แดดร่ม ลมตก ชาวแกงค์ครอบครัวบ้านฉันฯ ก็ยกพลกันไปทำกรอบรูปสุดเก๋ กันริมหาด แต่ละครอบครัว สนุกสนานกันใหญ่ กับการที่จะแต่งแต้ม เติมสีสันความงดงามให้กับกรอบรูปที่จะได้บรรจุนำรูปความทรงจำของครอบครัวใส่ลงไปในกรอบรูปบันทึกความทรงจำกรอบนี้ พร้อมกับให้แต่ละครอบครัวออกมาพรีเซนต์ไอเดียของรูปต่างๆ
ครอบครัวของ น้องเฟม ตั้งอกตั้งใจ คุณพ่อคุณแม่ช่วยกันวางแผน จะตกแต่งออกมาแบบไหน คุณลูก น้องเฟม น้องการ์ฟิล ช่วยกันแปะและออกแบบทำให้ภาพออกมาดูมีสีสันและอบอุ่น มีคอนเซปต์ พ่อสอนไว้ผู้หญิงชอบผู้ชายรักครอบครัว ส่วนของครอบครัวน้อง จีน่า มากันเพียงแค่ 2 คนแม่ลูก เลยขอทำกรอบเล็ก โดยมีน้องจีน่าลงมือทำเอง มีคุณแม่เป็นลูกมือ ไอเดียกรอบรูปของน้องจีน่า สื่อถึงว่าหนูรักทุกคน
นอกจากนี้ แต่ละครอบครัวยังออกมาบรรยายถึงที่มาของไอเดียภาพต่างๆ และทุกคน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ขอบคุณกิจกรรมนี้ที่ทำให้ครอบครัวได้ไปดูหนังด้วยกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน นานแล้วที่ไม่ได้มีโอกาสมาพักผ่อนด้วยกันแบบนี้ และบางครอบครัวถึงกับน้ำตาไหล เมื่อลูกออกมาพูดว่า “หนูไม่พูดกับพ่อมานานแล้ว แต่กิจกรรมนี้ทำให้หนูได้บอกรักพ่อ หนังเรื่องบ้านฉันฯ ทำให้หนูเข้าใจพ่อมากขึ้น” ทำเอาทุกคนในงานอึ้งและประทับใจกับภาพที่เกิดขึ้น
ปิดท้ายความประทับใจกับการประกวดแฟนซีครอบครัว ที่ทุกคนมีไอเดียบรรเจิด และครอบครัวที่นำของรีไซเคิลมาทำเป็นเสื้อ ได้รับรางวัลชนะเลิศไปครอง พร้อมกับฟังมินิคอนเสิร์ตของโรส-ศรินทิพย์ และการแสดงของ 2 นักแสดง เฟม-จีน่า และ 2 ผู้กำกับ บอล-เมษ ที่สร้างเสียงหัวเราะ และรอยยิ้มให้กับทุกครอบครัว เรียกว่าเป็นกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับทุกครอบครัว สมกับเป็นหนังที่ส่งเสริมสถาบันครอบครัว จริงๆ

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2553

Rough : รักต้องลุย









Rough : รักต้องลุย
ก่อนอื่นต้องบอกว่าผมชอบหนังเรื่องนี้นะครับ เพราะฉะนั้นการเขียนต่อไปนี้ก็อาจจะเป็นการเขียนที่ค่อนข้างจะอิงไปกับหนังเรื่องนี้มากหน่อย หนังเรื่องนี้สร้างมาจากหนังการ์ตูนครับเป็นการ์ตูนที่ขายดีมากๆ เป็นผลงานของ อาดาจิ มิตซึรุ ครับเป็นคนเดียวกับที่เขียนเรื่อง Touch น่ะครับถ้าจำกันได้ก็จะรู้ว่าอีตาอาดาจิ นี่วาดลายเส้นเป็นแบบเดียวเลย ไมว่าจะเรื่อง touch หรือ rough นี่ลายเส้นเดียวกันเลยผมนึกว่าเป็นเรื่องเดียวกันซะอีกนะนี่ แต่อย่างว่าแหล่ะครับหนังการ์ตูนเค้าดังคนอ่านไม่ว่าอะไรอยู่แล้วครับ ผมเองเมื่อก่อนก็อ่านการ์ตูนของแกก็เรื่อง touch นี่แหล่ะครับ ติดงอมแงมเลย แต่ดีนะที่หยุดอ่านไปซะก่อนหันมาติดเรื่อง โคนัน แทนซึ่งผมก็ชอบอ่านเรื่องโคนันมากเลย เอาละมาดูกันว่าหนังเรื่องนี้ได้ใจผมไปอย่างไร ก่อนอื่นนางเอกหนังคือ มาซามิ นากาซาว่า ที่ผมก็ชอบอีกแล้ว เฮ้อผมชอบไปหมดเลยนะนี่ พระเอกของเรื่องนี้คือ ฮายามิ โมโกมิชิ ก็หล่อเข้าขั้นครับ หนังเรื่องนี้ผมได้ดูแผ่นดีวีดีนะครับ เพราะผมไม่ได้ไปดูที่โรงเพราะไม่ทันอีกแล้ว (อะไรจะไปดูไม่ทันทุกครั้งไปนะนี่) ผมซื้อแผ่นมาก็เพราะเห็นที่หน้าปกมีน้อง มาซามิ
นากาซาว่า ขวัญใจของผมๆ ก็เลยซื้อมันซะเลยแล้วก็ไม่ผิดหวังครับ หนังดูสนุกได้ใจมาก ชอบเนื้อเรื่องที่ว่าด้วยความรักที่ใสๆ ของนางเอกที่หลอกใจตัวเองว่าไม่ชอบพระเอกเข้าขั้นที่ว่าปากไม่ตรงกับใจนั่นแหล่ะครับ แต่ว่านางเอกเราก็มารู้ใจตัวเองในที่สุดว่าชอบใครที่สุด หนังออกมาในแนวนักเรียนที่ต้องมีเรื่องกีฬามาเป็นตัวเชื่อมกับความรักที่ต้องค้นหา ในเรื่องใช่ว่าความรักจะราบรื่นมันมีอุปสรรคมากทีเดียวกว่าที่จะสมหวังในรักเพราะมีคู่แข่งด้านความรักมาแข่งกับเธอ แต่ว่านะครับหากความรักไม่มีอุปสรรคบ้างคนเราก็จะไม่รู้ว่าความรักมีค่ามากเพียงใด ผมชอบบทของฮายามิ โมโกมิชิ พระเอกของเรื่องด้วยแกตลกดีครับ เรียกว่าหนังเรื่องนี้ทำให้ผมรักมาซามิมากทีเดียว อ้อลืมไปว่ามาซามิ นากาซาว่า แกมีหนังซีรีย์ที่ผมชอบอยู่สองเรื่องคือเรื่อง operation love แล้วก็เรื่อง galileo zero



“ROUGH” จากหนังสือการ์ตูนดัง สู่แผ่นฟิล์ม

ROUGH หนังสือการ์ตูนผลงานของ “อาดาจิ มิตซึรุ” ที่เคยตีพิมพ์ในนิตยสาร โชนัน ซันเดย์ เมื่อปี 1987-1989 รวมถึงตีพิมพ์ในบ้านเราเมื่อหลายสิบปีก่อน กำลังจะกลายเป็นภาพยนตร์ที่ใช้คนแสดงอีกเรื่อง ตามหลังจาก “Touch” ซึ่งเพิ่งออกฉายไปเมื่อปีที่แล้ว และได้รับความสำเร็จพอประมาณ
เรื่อง ราวจะเป็นความรักสามเส้าระหว่าง “ยามาโตะ เคสุเกะ” นักว่ายน้ำฟรีสไตล์ 10 เมตร กับนักกระโดดน้ำ “นิโนมิยะ อามิ” ซึ่งรู้จักกันในชมรมว่ายน้ำ ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นจากการเป็นตระกูลที่เป็นอริกันเพราะธุรกิจ ร้านขนม ก่อนจะพัฒนากลายเป็นความรักที่ยามาโตะต้องแข่งขันกับนาคา นิชิ นักว่ายน้ำอันดับหนึ่งของประเทศคู่หมั้นของอามิ...แม้จะไม่ โด่งดังเท่ากับ Touch แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในผลงานชั้นดีอีกเรื่องของนักเขียนการ์ตูนคนนี้

ROUGH “รักต้องลุย” (Katsu) เขียนโดย “อาดาจิ มิตซึรุ” จัดจำหน่ายโดย สน พ.วิบูลย์กิจ
ถ้าใครตามงานของนักเขียนคนนี้คงจำได้ว่าเขาจะมี เอกลักษณ์สองอย่างคือ หนึ่ง เขียนเรื่องเกี่ยวกับกีฬา สอง ตัวละครจะหน้าตาพิมพ์เดียวกัน งานของ อาดาจิ มิตซุรุ มีเสน่ห์อยู่ที่ความเรียบง่าย แฝงข้อคิด มีความละเอียดอ่อน อ่านแล้วอิ่มเอม “ROUGH รักต้องลุย” เป็นเรื่องของหญิงชายคู่หนึ่งที่สองตระกูลไม่ค่อยกินเส้นกันตั้งแต่รุ่นปู่ ฝ่ายชายเป็นนักว่ายน้ำ ฝ่ายหญิงเป็นนักกระโดดน้ำ แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลกเมื่อต่างฝ่ายต่างก็เกิดสนใจกันและกัน แต่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคไปได้ เพราะนอกจากสองตระกูลจะไม่ลงรอยกันแล้ว นางเอกยังมีคู่หมั้นเป็นนักว่ายน้ำที่เป็นแชมป์ระดับประเทศ ผู้ซึ่งพระเอกหมายมั่นจะทาบรัศมีให้ได้ในสักวันด้วยเรื่องรักหนุ่มสาวของอา ดาจิ จะไม่เน้นความรักที่หวานแว่ว แต่จะมีทั้งความรักระหว่างเพื่อนฝูง ครูนักเรียน รวมถึงพ่อแม่พี่น้อง มีเรื่องความฝันและความมุ่งมั่นที่จะพิชิตฝันนั้น แฝงแง่คิดเอาไว้ในเนื้อเรื่อง เหมาะสำหรับวัยรุ่น และคนที่ผ่านวัยนั้นมาแล้วก็ตาม



โลดแล่นบนแผ่นฟิล์ม
ภาพยนตร์นำแสดงโดย “มาซามิ นากาซาว่า” ในบท “อามิ” ซึ่งดูเหมือนจะถูกโฉลกกับหนังจากการ์ตูนของอาดาจิ มิตซึรุ เหลือเกิน หลังจากโด่งดังจาก Crying Out of Love, In The Center of The World เธอก็เคยได้รับบทนำใน Touch มาแล้ว ส่วนพระเอกได้ “ฮายามิ โมโกมิชิ” ที่บ้านเรารู้จักกันดีในซีรี่ส์ที่ฉายทางไอทีวีเรื่อง “สาม หนุ่มใสหัวใจเดียวกัน” (Brother Beat) ขณะที่ได้ ผู้กำกับฝีมือดี “เคนทาโร่ โอตานิ” ซึ่งเพิ่งประสบความสำเร็จมาจาก Nana หนังที่ ดัดแปลงจากการ์ตูนของ ไอ ยาซาว่า และเขียนบทโดย อาริสะ คาเนโกะ ซึ่ง เป็นผู้เขียนบทดัดแปลง Densha Otoko (Trainman) จนโด่งดังเช่นกัน



เส้นทางสู่ความสำเร็จ
อาดาจิ มิซึรุ เกิดเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ปี ค.ศ.1951 ที่จังหวัดกุนมะ กรุ๊ปเลือด AB เป็นลูกคนสุดท้องในบรรดาพี่น้องสี่คน(พี่ชาย 2 คน พี่สาว 1คน) ที่บ้านฐานะยากจน ในส่วนของพี่ชายของเขานั้น ตอนที่รู้เรื่องก็ต้องไปทำงานพิเศษหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายของตัวเอง แล้วพี่ชายที่ดูจะสนิทสนม และดูเหมือนอาดาจิมากที่สุด ก็คือ อาดาจิ เก็น พี่ชายคนรอง อาดาจิ เก็น พอรู้เรื่องเข้า ก็ต้องหางานพิเศษทำด้วยการขายถั่วหมัก ตัวของเก็นเองก็เป็นคนชอบขีด ๆ เขียน ๆ เหมือนกับมิซึรุ และเพราะมิซึรุยังเด็กมาก ขณะที่พี่ชายพี่สาวออกไปหางานพิเศษทำ เขาจะอยู่บ้านวาดรูปเพราะ เขาชอบวาดรูปมาก เก็นกับมิซึรุมีเป้าหมายในชีวิตที่คล้ายกัน คืออยากเป็น “นักเขียนการ์ตูน” อาดาจิ มิซึรุ เริ่มมีผลงานตั้งแต่สมัยเรียนม.ปลายปี 1 เขาเขียนการ์ตูนเป็นช่องๆ สามสี่ช่องจบเรื่อง “มุชิโตะโชเน็น” ลงในนิตยสารการ์ตูนที่ชื่อ COM พอเรียนจบม.ปลาย เขาก็ไปเป็นผู้ช่วยของนักเขียนการ์ตูนชื่อดังในยุคนั้น อ.อิ ชิอิ อิซามิ (ผู้เขียนการ์ตูนเรื่อง ฮิคารุ 750 ) นั่นทำให้เขาต้องออกจากกุนมะมาอาศัยอยู่ในโตเกียวในช่วงนั้นเก็นพี่ คนรองก็เบนเข็มมาเป็นนักเขียนการ์ตูนเต็มตัว เขามาพักกับมิซึรุที่ โตเกียวเพื่อทำงานเขียนการ์ตูนและผลงานก็ได้รับการยอมรับ เก็นได้ เป็นนักเขียนการ์ตูนจริง ๆ โดยเขียนงานให้กับนิตยสารโชเน็นซันเดย์ ของสำนักพิมพ์โชงักกุคังจนกระทั่งในปี 1970 อาดาจิ มิซึรุ จึงได้มีผลงานชิ้นแรกของตัวเองออกมา ชื่อเรื่อง “คิเอตะบะคุ อง” ลงตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูน “DELUXE โชเน็น SUNDAY” (ปัจจุบันเลิกพิมพ์ไปแล้ว) ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่พี่ชายของเขาเป็นนักเขียนอยู่ บางที่เก็นอาจ จะช่วยวิ่งเต้นให้ก็เป็นได้ แต่ในช่วงแรก ๆ นี้มิซึรุทำหน้าที่แค่ เขียนภาพเท่านั้น ตัวเนื้อเรื่องจะมีทีมผู้เขียนเรื่องของนิตยสารโชเน็น ชันเดย์เป็นผู้ดูแลให้และเป็นเวลาถึง 8 ปีที่อาดาจิ มิซึรุทำ หน้าที่แค่เขียนภาพให้กับการ์ตูน จนกระทั่งในปีค.ศ. 1978 เขาถึงมีผลงานชิ้นแรกที่ทำทุกขั้นตอนเองหมด ทั้งเขียนภาพและเรื่อง การ์ตูนเรื่องนั้นคือ NINE ได้ตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนรายสัปดาห์ “โช เน็น SUNDAY” งานของอาดาจิในช่วงนั้น มีทั้งที่ตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนผู้ชายและผู้หญิง เช่นเรื่อง “รักพลิก ล็อค” ก็ตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนผู้หญิงรายสัปดาห์ “โชโจะคอมมิค” เรื่อง MIYUKI ก็ตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนผู้ชายชื่อ “โชเน็น BIG คอมมิค”



อาดาจิ มิซึรุ ประสบความสำเร็จกับการ์ตูนแต่ละเรื่องของเขามาเรื่อยๆ จนมาถึงจุดสูงสุดในปี ค.ศ. 1981 เมื่อเรื่อง “TOUCH” ตีพิมพ์ลงในนิตยสารการ์ตูนผู้ชายรายสัปดาห์ “โชเน็นแม็กกาซีน” ฉบับรวมเล่มของเรื่องนี้ในตอนนั้นมีทั้งหมด 26 เล่มจบ เฉพาะเรื่องนี้เรื่องเดียวทำยอดขายไปได้ 50 ล้านเล่ม!! ต่อ มาในปีค.ศ. 1983 เรื่อง “MIYUKI” ก็ถูกสร้างเป็นการ์ตูนทีวี ตามมาด้วย “NINE” ที่ถูกสร้างเป็นการ์ตูนพิเศษฉายทางทีวี 2 ตอนจบ และต่อมาก็ถูกสร้างเป็นการ์ตูนจอเงิน ต่อมาในปี ค.ศ.1985เรื่อง “TOUCH”
ก็ ถูกสร้างเป็นการ์ตูนทีวี ออกอากาศเป็นเวลายาวนานถึง 2 ปี ในปีค.ศ. 1986 เรื่อง “รักพลิกล็อค” ก็ถูกสร้างเป็นการ์ตูนทีวี แถมยังถูกสร้างเป็นละครทีวีอีกด้วยในปีค.ศ.1983 นั้นอาดาจิได้รับรางวัลนักเขียนการ์ตูนเด็กผู้ชายยอดเยี่ยม จากงานแจกรางวัลนักเขียนการ์ตูนยอดเยี่ยมที่จัดโดยสำนักพิมพ์โชงักกุคังด้วย ซึ่งเรื่องที่ได้รับรางวัลคือ MIYUKI กับ TOUCH


อาดาจิ มิซึรุโด่ง ดังและร่ำรวยจนสามารถสร้างสตูดิโอของตัวเอง และเขาก็ได้ให้เก็นพี่ ชายมาเป็นผู้ดูแลสตูดิโอแห่งนั้นผลงานเรื่องยาวหลังจากนี้ก็มีเรื่อง SLOW STEP , ROUGH, H2,พรอลวนคนอลเวง และล่าสุดกับ KATSU (ที่เพิ่งจบไป) นอกจากผลงานเรื่องยาวเหล่านี้แล้ว อ.อาดาจิยังมีผล งานเรื่องสั้นอีกเยอะแยะมากมาย ถ้ารวมผลงานที่เป็นหนังสือการ์ตูนทั้งหมด อ.อา ดาจิเขียนการ์ตูนออกมาแล้ว 81 เรื่อง อาจไม่มีใครรู้เลยว่าก่อนที่อ.อาดาจิก่อนที่จะมาเขียนการ์ตูนวัยรุ่น อย่างนี้ เขาเคยเขียนการ์ตูนฮีโร่อย่าง “ยอดมนุษย์สายรุ้ง” มาแล้ว การ์ตูนแนวแอ็คชั่น ก็เคยเขียนมาแล้ว สถิติยิ่งใหญ่ที่อ.อาดาจิทำไว้ ได้ ก็เช่น ในปี 1990 ฉบับรวมเล่มของการ์ตูนของเขาทุกเรื่อง รวมกันแล้วทำยอด ขายไปได้มากกว่า 100 ล้านเล่ม!!

มาถึงวันนี้อ.อาดาจิ มิซึรุ ก็เข้าสู่วัย 50 แล้ว เขาเขียนการ์ตูน มาเป็นเวลา 30 ปี ฐานะในตอนนี้เรียกว่าเศรษฐีก็ไม่ผิด เขากำลังจะเข้าสู่วัยทอง หลายคนคงสงสัยว่าเขาจะทำอะไรต่อไป อาดาจิบอกว่าเขาจะเขียนการ์ตูนต่อไปอีก 10 ปี แต่เขาเองก็ไม่แน่ใจว่าในอีก 10 ปีข้างหน้านั้น สิ่งที่เรียกว่า “การ์ตูน” จะมีลักษณะเป็นอย่างไรเขาบอกว่าเขาจะพอใจมาก ถ้ายังคงมีนิตยสารการ์ตูนวางขาย เขาพอใจมากที่จะเปิดอ่านการ์ตูนไปทีละหน้า เขาไม่ชอบการ “กดปุ่ม” เพื่อที่จะอ่าน ขั้นตอนการเขียนของเขาก็ไม่ใช้ คอมพิวเตอร์เลย และเมื่อถึง 10 ปีข้างหน้านั้นแล้ว ใคร ๆ คงว่าเขาเป็นตาแก่หัวโบราณเป็นแน่ อาจจะหูตาฝ้าฟาง เขาว่าก็ดีนะเขาอยากเป็นตาแก่แบบนั้น เพราะมันดูเงอะ ๆ เงิ่น ๆ เหมือนตัวการ์ตูนแก่ ๆ ในการ์ตูนของเขาดี.....




Rough : รักต้องลุย
กำหนดฉาย : 1 กุมภาพันธ์ 2550
ประเภท : โรแมนติก,คอมมาดี้
ความยาว : 106 นาที
นัก แสดง : มาซามิ นากาซาว่า,ฮายามิ โมโกมิชิ

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.pingbook.com/news/view.php?id=338
www.youtube.com

Hinokio : สื่อรักสมองกล




Hinokio : สื่อรักสมองกล
ผมได้มาดูเรื่องเอาก็เมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ เมื่อซัก 4 ปีที่แล้วตอนที่หนังเข้าตอนนั้นผมขับรถผ่านเมเจอร์รัชโยธินแล้วเห็นโปสเตอร์หนังเรื่องนี้จนจำติดตาเลยครับ ผมคิดในใจว่าหนังจะเกี่ยวกับอะไรผมนึกไปถึง พิน็อคคิโอ เพราะเรื่องนี้ชื่อเรื่องมันพ้องกันพอดี แต่ว่าผมก็ไม่ได้ไปดูมาคิดๆ ดูตอนนี้ก็อดเสียดายไม่ได้ที่พลาดหนังดีไปอีกเรื่องหนึ่ง และที่ผมได้มาดูหนังเรื่องนี้ก็ด้วยความบังเอิญที่ไม่คิดว่าจะได้ดูก็คือว่าผมได้บังเอิญเห็นหนังเรื่องนี้ในอินเตอร์เน็ตเลยไปหามาดูครับ แล้วก็ปรากฎว่าต้องร้อง โอ้โหแฮะเราพลาดหนังเรื่องนี้ไปได้ หนังเค้าออกใสๆ ได้ใจผมครับ อาจเป็นเพราะชื่นชอบหนังญี่ปุ่น ชอบสไตล์หนังที่เค้าทำก็เลยยิ่งชอบหนังเรื่องนี้ไปใหญ่ แล้วที่ชอบมากๆ ก็คือชอบนางเองของเรื่อง Mikako Tabe น้องแกเป็นอีกคนที่ผมชอบนะครับน่ารักดีแล้วก็แสดงได้เข้าถึงบทด้วย น้องแกแสดงซีรีย์เรื่อง Deer Man ด้วยนะครับเป็นซีรีย์ที่ผมดูกี่รอบต่อกี่รอบก็สนุก ขำตลอดเลย จะว่าไปเรื่องนี้น้อง Mikiko Tabe ยังเด็กๆ อยู่นะครับแต่ตอนนี้แกน่ารักมากๆ เอ้าจะว่าไปผมนี่ก็ชอบสาวๆ ญี่ปุ่นนะนี่ 555 หนังเรื่องนี้ให้แง่คิดที่ผมว่าดีทีเดียวที่คนเราจะมีความรักที่ให้กันและกัน ความจริงใจที่มีให้นั้นมันงดงามเหนือเหตุผลอื่นใด ความรักที่เพื่อนมีให้ต่อกัน มุมมองที่หลากหลายที่เราจะได้เห็นในเรื่องนี้ผมว่านะครับ หาดูเถอะครับเรื่องนี้ไม่เสียดายตังค์แน่นอน ที่แน่ๆ หนังเรื่องนี้ผมไม่เสียตังค์ครับเพราะว่าอะไรบอกไมได้ครับ อิอิ


ตอไปนี้จะเป็นเรื่องย่อและเกร็ดของหนังที่บริษัทหนังได้ส่งให้กับเวปต่างๆ เพื่อโปรโมตหนังผมก็ขอหยิบยืมมานิดๆ หน่อยๆ นะครับเพราะค่อนข้างที่จะละเอียดทีเดียว

จะเป็นอย่างไร... ถ้าความเป็นเพื่อนที่ถูกก่อตัวขึ้น เมื่อเด็กชายและเด็กหญิง เริ่มคุ้นเคยกันผ่านทางหุ่นยนต์ ค่อยเปลี่ยนไปเป็นบางสิ่งที่น่าทึ่ง? อิวะโมโตะ สะโตะรุ สูญเสียแม่ที่ชื่อ สะยุริ จากอุบัติเหตุ เพราะยังอยู่ในอาการช็อค เขาปฏิเสธการเยียวยาทางหัวใจ โดยใช้ชีวิตอยู่บนเก้าอี้เข็น เขามีปัญหาเรื่องการขาดเรียน แต่ตอนนี้เขากลับใช้เวลาในห้องที่เหมือนปิดกั้นตัวเอง

หนึ่งปีผ่านไปหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ด้วยความพยายามที่จะจัดการกับปัญหาการเข้าเรียน การทดลองชิ้นใหม่ได้เริ่มต้นขึ้น เพื่อให้นักเรียนเข้าเรียนโดยผ่านทางหุ่นยนต์ บังคับด้วยรีโมตจากบ้าน พ่อของสะโตะรุ ที่ชื่อ คะโอะรุ ทำงานที่ โอเวอร์ลอร์ด อีเลคทรอนิคส์ ที่ซึ่งเขาพัฒนาหุ่นยนต์ ที่ชื่อ H-603 และมอบให้กับลูกชายของเขา สะโตะรุยังคงอยู่ในห้องของเขา โดยอาศัยการบังคับหุ่นยนต์เพื่อไปเข้าเรียนแทน ต่อหน้าเหล่าเด็กๆ ที่ตาเป็นประกาย คุณครู ฮุบุกิ นะซึโกะ บอกให้เขาแนะนำตัว เขาพูดในแบบหุ่นยนต์ว่า "ผมชื่อ อิวะโมะโตะ สะโตะรุ ยินดีที่ได้พบทุกคนครับ" เพราะว่าใช้ไม้ "ฮิโนะกิ" ในการสร้าง ชื่อเล่นของเจ้าหุ่นเลยใช้ว่า ฮิโนะคิโอะ บรรดานักเรียนที่เต็มไปด้วยความสงสัย ล้อมรอบตัวเขาและยิงคำถามต่างๆ นานา

จุน และเพื่อนของเธอ โจอิฉิ และ เคนตะ สงสัยในตัวของฮิโนะคิโอะ แต่รู้สึกโกรธที่เขาไม่ค่อยพูด และแกล้งเจ้าหุ่นยนต์ สุมิเระ เห็นเหตุการณ์จึงไปฟ้องครู แต่ฮิโนะคิโอะกลับปฏิเสธว่าเขาถูกรังแก ซึ่งทำให้เขาได้รับโอกาสที่จะเล่นกับเพื่อนทั้ง 3 คน หลังจากเลิกเรียน เคนตะดึงตะปูเล็กๆ ที่ฝังอยู่ที่ก้นของฮิโนะคิโอะ แล้วถามว่า "ไม่เจ็บ ใช่ไหม" สะโตะรุตอบกลับว่า "ผมไม่มีความรู้สึกครับ" จุนก็เลยถามสะโตะรุต่อว่า "เธอต้องการเข้ากลุ่มเราไหม?" สะโตะรุซึ่งไม่มีเพื่อน รู้สึกประหลาดใจกับคำถามอย่างนี้ จุนพร้อมด้วยเพื่อนอีก 2 คนและฮิโนะคิโอะ ไปตกปลากันบ่อยๆ ในเวลาเดียวกัน เจ้าเกมส์ออนไลน์ที่ชื่อว่า Purgatory ก็ได้ดึงความสนใจพวกเด็กๆ ไว้ ชื่อของเกมส์หมายถึง สถานที่สำหรับคนที่ต้องการไปสวรรค์ แต่มีข่าวลือว่า ในเกมส์นั้นมีลิงค์ที่เชื่อมต่อ ระหว่างโลกที่พวกเราอยู่กับโลกหลังความตาย จริงๆ แล้ว สำหรับตัวสะโตะรุ ประสบการณ์หลายๆ อย่างที่เขาเจอ ทำให้เขาเชื่อว่ามีจริง

เคนตะเกิดติดเกมส์ Purgatory ขึ้นมา และโจอิฉิต้องไปเรียนพิเศษอยู่ประจำ คู่ของจุนและฮิโนะกิโอะ ก็เลยต้องใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น สุมิเระเกิดชอบจุน ฮิโนะคิโอะก็เลยอิจฉา ทั้งๆ ที่เขาอยู่กับจุนเสมอ พอมาวันหนึ่ง สุมิเระรวบรวมเพื่อนนักเรียนเพื่อทำร้ายฮิโนะคิโอะ สะโตะรุสามารถควบคุมฮิโนะคิโอะอย่างรวดเร็ว และเขายังได้ทักษะการต่อสู้มาจากการเล่นเกมส์ ด้วยเพียงปลายนิ้ว เขาก็สามารถต่อสู้กับพวกนักเรียนเพื่อปกป้องจุนไว้ได้ ระหว่างกลับบ้าน จุนชวนฮิโนะคิโอะไปที่บ้าน ซึ่งเป็นอพาร์ทเม้นท์เก่าๆ ของเล่นหุ่นสัตว์ประหลาดกองกันอยู่ในห้องๆ หนึ่ง เธอเล่าให้เขาฟังว่า ของเหล่านั้นเป็นของพ่อที่จากไปแล้วของเธอ เมื่อได้ยินดังนั้น สะโตะรุก็เล่าความลับให้เธอฟังว่า แม่ของเขาก็จากไปแล้วเช่นเดียวกัน ความเป็นเพื่อนและเข้าอกเข้าใจกัน ที่เป็นผลมาจากความคุ้นเคยผ่านทางหุ่นยนต์ ก็เริ่มก่อตัวขึ้น...

วันอาทิตย์ถัดมา จุนและฮิโนะคิโอะไปตกปลากันท่ามกลางสายฝน จากนั้นพวกเขาก็ตกทะเลและเปียกน้ำ พวกเขาไปหลบซ่อนที่โรงงานร้างแห่งหนึ่ง แล้วจุดไฟและอยู่รอบๆ กองไฟ ระบบของฮิโนะคิโอะเกิดช็อต จุนจึงถอดเสื้อเปียกๆ ของเธอเพื่อตากให้แห้ง ทำให้เห็นรอบอกที่กำลังขยายของเธอ ในที่สุด สะโตะรุก็รู้ว่า จริงๆ แล้ว จุนเป็นเด็กผู้หญิง เธอบอกว่าเธอไม่ชอบร่างกายของเธอ สะโตะรุรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เธอกังวล เขาก็เลยสารภาพกับเธอว่า เขามีชีวิตในแบบปิดกั้นตัวเองตั้งแต่แม่เขาตายจากไป เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดเผยความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองว่า "ผมไม่สนุก เลยที่อยู่กับบ้าน" จากนั้นจุนก็อุ้มฮิโนะคิโอะกลับไปยังอพาร์ทเม้นท์ ด้วยความที่กลัวเสียงฝ้าผ่า จุนกลับเรียกชื่อ 'สะโตะรุ' แทนที่จะเป็น 'ฮิโนะคิโอะ'

จุน – "สะโตะรุ เธอชอบฉันใช่ไหม?"

สะโตะรุ – "ใช่ครับ"

จุนกอดฮิโนะคิโอะแน่นด้วยแขนของเธอ สะโตะรุไม่สามารถรู้สึกถึงความอบอุ่นของจุน หรือกลิ่นหรืออะไรก็ตาม เขาเศร้าอย่างมาก ที่จุนทำได้แค่กำลังกอดฮิโนะคิโอะ ไม่ใช่ตัวเขาเอง คะโอะรุและผู้ช่วยของเขาที่ชื่อ ยูกิ ไปที่อพาร์ทเม้นท์เพื่อซ่อมฮิโนะคิโอะ คะโอะรุรู้ว่าสะโตะรุกำลังบังคับหุ่นอยู่ เขาก็เลยพูดกับสะโตะรุผ่านทางฮิโนะคิโอะ แต่ความโกรธของสะโตะรุกลับล้นออกมา เขาตะโกนด่าพ่อว่า "พ่อเป็นคนฆ่าแม่ ผมไม่ให้อภัยพ่อเด็ดขาด" ความจริงก็คือ คะโอะรุและสะยุริมีปากเสียงกัน เรื่องการขาดเรียนของสะโตะรุ ก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุ และผลก็คือ สะโตะรุเชื่อว่าพ่อเป็นต้นเหตุของการจากไปของแม่ คะโอะรุกลับดีใจที่สะโตะรุพูดกับเขา และหวังว่าจะได้พูดกันแบบเห็นหน้าในครั้งถัดไป

ในคืนนั้น สะโตะรุเจาะเข้าไปยังส่วนควบคุมฮิโนะคิโอะ และติดตั้งระบบ 'ตอบสนองความรู้สึก' ที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา วันต่อมา สะโตะรุสามารถรู้สึกถึงการสัมผัสจากมือคะโอะรุ ขณะที่ฮิโนะคิโอะกำลังถูกซ่อม นานมากแล้วที่เขาไม่ได้รับความอบอุ่นจากการสัมผัสของมนุษย์... ในคืนนั้น ฮิโนะคิโอะไปยังโรงงานร้างเหมือนเคย จุนปรากฎตัวขึ้น วิ่งเข้าหาและกอดเขา ระบบ 'ตอบสนองความรู้สึก' ได้ส่งความอบอุ่นของเธอผ่านมายังสะโตะรุ ที่ยังอยู่ในห้องของเขา เขาพูดเบาๆ ออกมาว่า "จุน..."

แม่ของจุนกำลังจะแต่งงานใหม่ จุนก็เลยต้องย้ายไปโรงเรียนใหม่ เธอไม่เคยบอกใคร ยกเว้นคุณครูนะซึโกะ และขอให้เธอจัดแคมป์ริมทะเลสาบ เพื่อให้สะโตะรุได้มีโอกาสออกมาพร้อมกับเพื่อนๆ และ อะ กิชิมะ เอริโกะ ระหว่างทางกลับจากแคมป์ จุนสารภาพกับสะโตะรุว่า "ฉัน อยากพบกับตัวจริงของเธอ สะโตะรุ" เขาไม่เข้าใจคำขอของเธอ และทำร้ายเธอด้วยการปฏิเสธแบบไม่ใส่ใจ จุนก็เลยตบหน้าเขา และพูดว่า "อยู่ ในห้องปิดกั้นไปตลอดชีวิตแล้วกัน" และวิ่งหายไป สะโตะรุรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ถูกส่งมา ความรับรู้ความรู้สึกไม่ใช่มีแค่ความรู้สึกพอใจ แต่ยังมีความเจ็บปวดด้วย วันต่อมา สะโตะรุได้ออกเดทกับเอริโกะตามที่จุนจัดการไว้ เอริโกะถามคำถามที่ทิ่มแทงไปที่หัวใจของเขาว่า "ตอนนี้ ตัวจริงของเธออยู่ที่ไหนกัน?"

ที่โรงเรียนในวันจันทร์ สะโตะรุตะลึงเมื่อได้ยินว่าจุนย้ายโรงเรียนไปแล้ว ทันใดนั้น สุมิเระก็ยกมือขึ้นในห้องเรียน และเล่าเรื่องเกี่ยวกับฮิโนะคิโอะ แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานอะไร แต่มีรายงานตามที่เขาอ่านจากอินเตอร์เน็ต ว่าหุ่นยนต์แบบเดียวกับฮิโนะคิโอะ กำลังถูกพัฒนาเพื่อใช้ในทางทหาร สุมิเระละอายกับการปฏิเสธของฮิโนะคิโอะ ที่ว่าเขาแกล้งฮิโนะคิโอะ และรู้สึกขมขื่นกับการที่เขาควบคุมความรักของจุน คนที่เขารัก สุมิเระเล่าเรื่องบทความเกี่ยวกับหุ่นยนต์ให้กับทุกคนในชั้นเรียน ในวันที่จุนจะต้องย้ายโรงเรียน ชั้นเรียนของสะโตะรุ ตอนนี้ไร้ซึ่งคนสนับสนุนเขา จุนหันไปทางเขาแล้วพูดว่า "ไปไกลๆ" สะโตะรุทนต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เขาจึงวิ่งออกจากห้องเรียน ในเวลาเดียวกัน คะโอะรุที่อยู่ในห้องแล็บทดลองก็ค้นพบว่า ระบบ 'ตอบสนองความรู้สึก' ถูกติดตั้งในตัวฮิโนะคิโอะแล้ว และถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับฮิโนะคิโอะ สะโตะรุอาจจะตกอยู่ในอันตรายด้วย ฉะนั้นคะโอะรุและยูกิจึงมุ่งหน้าไปหาสะโตะรุ จังหวะเดียวกัน จุนมุ่งหน้าไปบ้านสะโตะรุเพื่อเอ่ยคำร่ำลา...

ในหนังเรื่อง Hinokio เราจะได้เห็นความสัมพันธ์ของมนุษย์ ที่ข้องเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่ควบคุมโดยรีโมต ที่เชื่อมต่อกับโลกปัจจุบัน พวกเราจะได้เห็นเรื่องราวความรักบริสุทธิ์ ที่เต็มไปด้วยน้ำตาและอารมณ์ต่างๆ

Hinokio ไม่ใช่หนังที่เกี่ยวกับกิจกรรมของหุ่นยนต์ มันกลับเป็นเรื่องราวของหัวใจ โดยการใช้หุ่นยนต์บังคับด้วยรีโมต เป็นตัวเชื่อมโยงโลกปัจจุบัน เพื่อกู้ความสัมพันธ์ที่ขาดสะบั้นกลับคืนมา และเพื่อเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างเด็กชายกับเด็กหญิง เด็กชายกับผู้ใหญ่ ตัวละครหลักในหนัง คือ สะโตะรุ เด็กชายหัวใจสลายที่กลับไปยังห้องของเขา เขาใช้หุ่นยนต์บังคับด้วยรีโมตที่ชื่อ ฮิโนะคิโอะ เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารของคนรุ่นใหม่ ที่ทำให้เขาได้พบหน้าต่างไปสู่โลกกว้าง ซึ่งเป็นอีกก้าวหนึ่ง ที่เหนือกว่าโทรศัพท์มือถือหรือว่าอินเตอร์เน็ต จากการใช้เจ้าหุ่นยนต์ สะโตะรุสามารถก้าวไปข้างหน้า โดยอาศัยความรอบคอบของเขา ก้าวไปยังโลกภายนอกที่เขาไม่เคยไปถึง... เขาก้าวออกมาจาก 'ดักแด้ดิจิตอล' ของเขา เขายังคงไปโรงเรียน ตามหาความเป็นเพื่อน และได้พบกับเด็กหญิงที่สามารถเชื่อมต่อความเป็นมนุษย์ เพื่อรู้สึกถึงความอบอุ่น จากการสัมผัสตัวมนุษย์อีกครั้ง

พ่อของสะโตะรุที่เป็นคนให้หุ่นยนต์กับเขา โดยหวังที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ระหว่างตัวเขากับลูกชาย แม้ว่าจะทำได้แค่เพียงเล็กน้อย ขณะที่ตัวเด็กหญิงกลับอยากที่จะเจอตัวสะโตะรุจริงๆ มากกว่าการเจอโดยผ่านทางหุ่นยนต์ สะโตะรุซึ่งต้องการสัมผัสโลกด้วยตัวเอง ได้ทำให้ระบบความรู้สึกของหุ่นยนต์ทำงาน โดยทำให้ตัวเขาเองตกอยู่ในอันตราย ตัวเด็กหญิงที่ชื่อ จุน เสี่ยงชีวิตเพื่อพยายามที่จะช่วยเขาให้ได้ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เกี่ยวกับมนุษย์ ที่เต็มไปด้วยความรักที่อบอุ่น แต่มันเป็นหนังที่ตั้งคำถามที่ว่า "มีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร" ผ่านทางการค้นหาความรักของตัวมนุษย์

นอกจากนั้น มันยังเป็นหนังที่ผสานตัวละครและเรื่องราว เพื่อแสดงให้เห็นประเทศญี่ปุ่นในปัจจุบัน ด้วยมุมมองที่หลายหลาก เช่น การพัฒนาหุ่นยนต์, การปิดตัวเอง, พรมแดนระหว่าง "ความจริง" และ "ภาพ", เกมส์ออนไลน์, หัวใจที่แท้จริงของเด็กๆ, ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และเด็ก เป็นต้น Hinokio ได้นำสารมาถึงผู้ชม ผ่านทางตัวละครเด็กชายและเด็กหญิง ในฐานะที่พวกเราครั้งหนึ่ง เคยเป็นเด็กกันมาก่อนเช่นกัน

ตัวหนังกำกับโดย อะกิยะมะ ทะคะฮิโกะ ซึ่งเป็นคนเขียนเนื้อเรื่องดั้งเดิมและบทภาพยนตร์ และยังดูแลเรื่องภาพเอฟเฟกต์ เขาเคยดูแลด้านเอฟเฟกต์ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Final Fantasy: The Spirits Within อีกด้วย หลังจากมีแนวคิดเกี่ยวกับ ฮิโนะคิโอะ มากว่า 20 ปี เขาก็ได้พัฒนาเรื่องราวที่น่าตื่นตา ด้วยการแจ้งเกิดผลงานกำกับภาพยนตร์ชิ้นแรก ด้วยหนังเรื่องนี้




ฮิโนคิโอะ: สื่อรักสมองกล
Official website
แนว : ดราม่า / ครอบครัว / Sci-Fi
กำหนดฉาย : 19 มกราคม 2549
นักแสดง
Masatoshi Nakamura .... Kaoru Iwamoto
Kanata Hongô .... Satoru Iwamoto
Mikako Tabe .... Jun Kudo
Maki Horikita .... Eriko Akishima
Ryoko Kobayashi .... Sumire Takasaka
Yuta Murakami .... Jouichi Hosono
Ryo Kato .... Kenta Hirai
Sachie Hara .... Natsuko Fubuki
Riho Makise .... Yuko Sakagami
Mieko Harada .... Sayuri Iwamoto

กำกับการแสดง
Takahiko Akiyama

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/hinokio/hino.html
www.youtube.com

Green Zone : โคตรคนระห่ำ ฝ่าโซนเดือด




Green Zone : โคตรคนระห่ำ ฝ่าโซนเดือด
กำหนดฉาย : 11 มีนาคม 2553
แนว : Drama Thriller
นำแสดง : แม็ตต์ เดม่อน (Matt Damon ), เกร็ก คินเนียร์ (Greg Kinnear), เอมี่ ไรอัน (Amy Ryan), เบรนแดน กลีสัน (Brendan Gleeson), เจสัน ไอแซ็คส์ (Jason Isaacs), กาลิด อับดัลล่า (Khalid Abdalla)
กำกับ : พอล กรีนกราส (Paul Greengrass)

Green Zone : โคตรคนระห่ำ ฝ่าโซนเดือด
"แอ็คชั่นสุดระทึกท่ามกลางสงครามเรื่องล่าสุดของ Matt Damon กับผู้กำกับคู่บุญ Paul Greengrass (The BOURNE Supremacy-Ultimatum และ UNITED 93) แมทท์ เดม่อน รับบท รอย มิลเลอร์ นายทหารหัวหน้าหน่วยตรวจสอบอาวุธ ที่ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ ในการตรวจหาคลังอาวุธขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าซุกซ่อนอยู่ใต้ทะเลทรายในอิรัก แต่ในระหว่างปฏิบัติการนั้น เขากลับพบเรื่องราวบางอย่างที่แอบแฝงอยู่ในการทำงานของหน่วยงานอื่น ภายใต้สถานการณ์ สถานที่ และเวลาที่บีบคั้นซึ่งจะนำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ที่สุด ทำให้เขาต้องรีบสืบสวนหาอาวุธสำคัญที่ถูกเก็บงำอยู่ นั่นก็คือ ข้อเท็จจริง ของปฏิบัติการครั้งนี้ (อ้างอิงจากหนังสือขายดี Imperial Life in the Emerald City เขียนโดย Rajiv Chandrasekaran)

ระหว่างที่เข้ายึดครองกรุงแบ็กแดดในปี 2003 นายทหาร รอย มิลเลอร์ (แม็ตต์ เดม่อน) และทีมผู้ตรวจการของกองทัพ ถูกส่งตัวมาเพื่อค้นหาอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างมหาศาลที่เชื่อกันว่าถูกเก็บ ซ่อนเอาไว้ในทะเลทรายอิรัก พวกเขาต้องเดินทางสำรวจจุดแล้วจุดเล่า เพื่อค้นหาอาวุธเคมีร้ายแรง แต่พวกเขากลับสะดุดพบความลับที่ทำให้เป้าหมายของภารกิจของพวกเขาเปลี่ยนแปลง ไปในทันที

มิลเลอร์ต้องตามล่าหาข่าวลับที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้เม็ดทรายในต่างแดน เพื่อค้นหาคำตอบที่จะเฉลยแผนลวงหรือขยายสงครามให้รุนแรงมากขึ้นในภูมิภาคที่ ทุกอย่างเอาแน่เอานอนไม่ได้ ณ ช่วงเวลาอันร้อนระอุ และในพื้นที่ที่กำลังลุกเป็นไฟแห่งนี้ เขาจะได้พบว่าอาวุธที่ว่องไวที่สุดก็คือความเป็นจริง"

เรื่องย่อที่หามาให้ดูก็น่าสนใจแล้วนะครับ ตอนแรกผมได้ยินชื่อผมก็คิดในใจว่า เอ...แม็ตต์ เดม่อน กับหนังใหม่ทำไมมันชื่อแต๋วจังหว่า แต่ว่าเมื่อมองที่ทีมงานที่ทำเรื่องนี้ ต้องร้องบอกว่าโอ๊ๆๆๆ แม่เจ้านี่มันนอมินีของ The BOURNE ทั้งหลายแหล่ที่แกแสดงนี่หว่า แถมผู้กำกับก็คนเดิมนายพอล กรีนกราส คนเดิมที่กำกับหนังแบบดิบๆ ได้ใจจริงๆ จะบอกว่าแกกำกับแบบไม่ต้องใช้ตัวแสดงแทนให้เปลืองตังค์ แกเน้นแสดงจริง เจ็บจริง ไม่ใช้สลิง ไม่ใช้แสตนด์อิน อันนี้แซวเล่นครับ เอ้ามาว่ากันต่อครับจริงๆ จะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่ได้ไปดูแล้วล่ะครับแต่ว่าผมก็มัวทำโน้นทำนี่เยอะไปหมดก็เลยลืมๆ ไปจนกระทั่งวันนี้แหล่ะว่างแล้ว (ว่างแล้วจริงๆ นะนี่) หนังเรื่องนี้จะว่าไปตอนแรกที่ผมเดินเข้าไปแล้วเริ่มต้นเรื่องเห็นปีที่หนังเริ่มเรื่องผมก็แปลกใจว่ามันหนังย้อนยุคหรือไงนี่ จริงๆ ผมไม่ได้อ่านเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ก่อนเลย ที่ตัดสินใจดูก็เพราะว่าอยากหาดูหนังที่แตกต่างออกไปเพราะผมมันเป็นคนไม่ชอบความจำเจ เพราะฉะนั้นหนัง Green Zone ก็เลยเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตอนนั้น แล้วผมคิดว่าหนังเป็นสงครามแอ็คชั่นน่าจะสนุกทีเดียว แล้วผมก็ไม่ผิดหวังกับตัวเลือก หนังสร้างได้คุณภาพมาก ฉาก เนื้อเรื่อง การตัดต่อ บทหนัง ดีครับ ผมว่าผมชอบนะ จะว่าไปแล้วหากคนที่ไม่เคยดูไสตล์ของ พอล กรีนกราส กับ แม็ตต์ เดม่อน แล้วอาจจะไม่ชอบก็ได้ หนังมันเดินเรื่องเร็วแล้วภาพจะออกมาแบบดิบๆ ไม่แต่งเติมซักเท่าไหร่ แบบว่าได้อารมณ์ดีแท้

Green Zone เรื่องนี้ผมว่ามีอะไรให้ต้องคิดต้องติดตามหลายๆ อย่างเลย หนังมุ่งเน้นที่สงครามที่อเมริกาเข้าไปมีส่วนจัดระเบียบสังคมประเทศอิรักที่ใครๆ ก็ไม่รัก การปฎิบัติการค้นหาความจริงที่แสนเจ็บปวดในการกระทำเพื่อประเทศ การหักหลังกันเองเพื่อไปสู่จุดที่ตั้งไว้ ผมว่าหนังเรื่องนี้ตบหน้าเหตุผลของการทำสงครามของประเทศบางประเทศเลยครับ เหตุผลที่อ้างไปเพื่อที่จะได้เข้าไปจัดระเบียบประเทศนั้นๆ มันหน่อมแน้มไปนิดแต่ก็ทำไรไม่ได้เพราะว่าการมีกำลังที่เหนือกว่าก็เป็นสิ่งที่ถือไพ่เหนือกว่า ก็ขำดีครับกับเหตุผลแบบนี้ พอดูหนังแล้วหันมาดูบ้านเราแล้วก็อดเศร้าไม่ได้ที่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ประเทศไทยเราต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ต้องบอกว่าไม่อยากให้เกิดกับบ้านเมืองเรา ผมก็ได้แต่ภาวนาให้บ้านเราสงบโดยเร็ววันไม่งั้นผมว่าเหตุการณ์มันต้องลากยาวแน่ๆ ไม่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่สมหวังแต่คนที่เจ็บปวดก็คือประเทศไทยเราครับ บ่นไปเดี๋ยวจะหาว่าเป็นพวกคอการเมืองไปอีก แต่สรุปว่าหนังเรื่อง Green Zone เป็นหนังเยี่ยมในตัว แม้ว่าบางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับผมๆ ก็ว่ามันดีนะได้ดูแอ็คชั่นเจ็บๆ ได้เห็นเหตุผลที่ไม่เข้าท่าที่ประเทศใหญ่ๆ ชอบอ้างเหตุผลในการทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ที่ชอบคือความซื่อสัตย์ในความจริงที่เป็นอยู่ของใครบางคนแม้ว่าความจริงนั้นจะเจ็บปวดก็ตาม และได้เห็นสิ่งที่คนในประเทศนั้นๆ คิดต่อประเทศตัวเอง ความรักที่มีต่อประเทศบ้านเกิด แหมว่าไปนั่นต้องบอกว่าให้ไปดูกันครับ หนังดี ไม่เสียดายตังค์แน่ๆ ( ผมใช้บัตรฟรีอีกแล้วครับ)

วันพฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2553

“พอลล่า” ประกาศเลิก “ซันนี่” โดนสะกดจิตเป็นผู้ชาย หมายจะปล้ำ “โอปอล์”

ใครเคยดูเรื่องนี้บ้างครับ เนื้อคู่ประตูถัดไป ส่วนข่าวที่ทาง GTH ฝากมาให้นี่เป็นปีที่ 2 แต่ได้เปลี่ยนชื่อเป็น เนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร ซึ่งจริงๆ ผมชอบเรื่องนี้ครับติดตามเกือบทุกตอน ชอบพอลล่าครับ น่ารักเป็นที่สุดเอาล่ะมาดูข่าวที่ว่ากันดีกว่า

ออกตัวว่าตั้งแต่มาแสดงในซิทคอม เนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร ทำให้นางเอกยิ้มสวย พอลล่า เทย์เลอร์ ได้แสดงความสามารถในหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นบทคนท้อง คนแก่ ฯลฯ เพราะในชีวิตจริงไม่ค่อยได้ทำอะไรสนุกๆแบบนี้ พอลล่า ถึงได้เต็มที่ทุกครั้ง ล่าสุดผู้กำกับขอเอาใจส่งบทสุดฮาอีกคาแรกเตอร์มาท้าทายความสามารถของ พอลล่า อีกครั้ง
โดยฉากนี้ ฮอร์โมนเพศชายในตัว ขวัญใจ (พอลล่า) พลุ่งพล่านยิ่งกว่าหนังเรื่องแรมโบ้ เมื่อ พี่ตือ โมเดลลิ่งกลับมาพร้อมโจทย์ที่ให้ ขวัญใจ ไปแคสต์หนังในบทของนางเอกที่ถูกวิญญานผู้ชายเข้ามาสิงอยู่ในร่าง งานนี้ ขวัญใจ จึงต้องเตรียมความพร้อมด้วยการปรับบุคลิกให้เข้าถึงความเป็นชาย เลยเถิดไปถึงขั้นถูกสะกดจิตจนกลายเป็นผู้ชายจริงๆ นามว่า “นายKJ” ที่มาพร้อมกับความแมนเกินร้อยเจ้าชู้เกินพิกัด ไล่จีบผู้หญิงจนสร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งคอนโด แถมยังขอบอกเลิก โจ (ซันนี่) ซะงั้น ทำเอาเพื่อนอย่าง ธิดา (โอปอล์) และโจ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ดูจะปวดหัวและปวดใจมากที่สุด เมื่อแฟนสาวกลับมีพฤติกรรมเยี่ยงชาย และไม่มีทีท่าจะกลับมาเป็น ขวัญใจ คนเดิม
เบื้องหน้าทำมาดเข้ม แต่เบื้องหลัง พอลล่า แสนจะฮาตัวเองที่ต้องเล่นเป็นผู้ชาย ต้องเปลี่ยนบุคลิกทั้งเสื้อผ้าหน้าผม แถมยังต้องฝึกพูด เลียนสีหน้าท่าทางให้สมกับเป็นแมนทั้งแท่ง เรียกว่าพอแต่งหล่อเสริมหนวดเข้าไปแล้ว ทำเอาคนทั้งกองถ่ายชมว่า รูปหล่อกว่า “ซันนี่” พอได้สวมวิญญาณเป็นผู้ชายทั้งที เลยมีฉากที่ พอลล่า ต้องทำท่าทางว่าหลงรัก โอปอล์ เข้าเต็มเปา!! จนเข้าไปนัวเนียถึงบนเตียง แค่ฉากนี้ฉากเดียวทำเอาทั้งคู่ถึงกับขนลุกขนพอง ฮาจนตัวเกร็งที่ตัวเองต้องมาเล่นบทแบบนี้!!
มาเอาใจช่วยโจและร่วมลุ้นผลการแคสต์หนังอันแสนอลเวงของขวัญใจได้ใน เนื้อคู่อยากรู้ว่าใคร ค่ายจีทีเอช และอควา 360 ในตอน “สมชาย นี่แหละสมชาย ตั้งแต่หัวจรดเท้า” ในวันจันทร์ที่ 22 มีนาคม 2553 เวลา 22.25 น. ทางททบ.5

วันเสาร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2553

Percy Jackson & the Olympians: The Lightning Thief

 



ไปดูกันยังครับเรื่องนี้ ถ้ายังก็อยากจะแนะนำให้ไปดูกันคลายเครียดครับ ผมว่าไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้ออกจากโรงหรือยัง แต่ถ้าออกแล้วก็หา DVD มาดูกันครับ หนังเรื่องนี้มีดีในตัวหลายอย่างครับ มีผู้กำกับมากฝีมือ คริส โคลัมบัส มีทีมดาราแสดงที่เต็มไปด้วยฝีมือไม่ว่าจะเป็น Pierce Brosnan, Catherine Keener, Sean Bean, Uma Thurman แต่สามคนนี้แสดงสมทบนะครับ เพราะหนังเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับแฟนตาซีและตัวเอกเป็นเด็กจะให้ทั้งสามคนเดินเรื่องก็คงลำบาก เนื้อเรื่องของหนังก็ไม่มีไรมากครับ ก็ตรงกับชื่อเรื่องครับ ตามหาสายฟ้าที่หายไปของซุส เทพแห่งเทพที่ทำไงก็ไม่รู้ให้โดนขโมยไป แล้วพระเอกหนุ่มน้อยของเราที่เป็นลูกที่เกิดจากเทพและมนุษย์ก็ต้องตามหาสายฟ้าที่หายไปให้ได้เพราะตัวเองโดนป้ายสีว่าเป็นคนขโมยมันไป ในการตามหาสายฟ้านี้พระเอกของเราก็ต้องค้นหาตัวเองไปด้วย ซึ่งในการผจญภัยตรงนี้ก็มีเพื่อนๆ ร่วมเป็นร่วมตายไปด้วย 2 คน เป็นไงครับเนื้อเรื่องคร่าวๆ


เอาละเรามาว่ากันต่อว่ามันมีอะไรให้น่าค้นหาในเรื่อง อย่างแรกที่ผมไปดูนี่ผมยังไม่รู้จักดาราที่แสดงของเรื่องเลยนะครับ แต่ก็ต้องถือว่าแสดงได้ดีกันทุกคน และหล่อย สวย กันทั้งนั้น แต่ก็ต้องบอกว่าถ้าจะให้แสดงเดี่ยวๆ แบบเต็มๆ หนังก็คงแป๊กได้แต่ดีที่ว่าได้ดารามากฝีมืออย่าง  pierce brosnan, uma thruman, sean bean ออกมาช่วยให้หนังมีรสชาติครบรส และจุดที่อยากชมเชยก็คือฉากการต่อสู้ทำได้เนียนสมจริงได้อารมณ์ไม่ว่าจะเป็นการสู้กับมังกรหลายหัว ใช่หรือเปล่าไม่รู้นะครับจำไม่ได้แล้ว ฉากตอนพ่นไฟนี่แหมมันเนียน และฉากที่ชอบก็เป็น uma thruman ที่เป็นเมดูซ่าครับ สวยซะไม่มี ต้องบอกว่าแกยังสวยไม่สร่างเลย และผมก็ชอบ uma มากๆ ในหนังที่แกแสดงเรื่อง kill bill ครับถึงใจจริงๆ แล้วอีกคนที่ชอบ (แหมจะชอบหลายคนนะนี่) คนที่ว่าก็คือ pierce brosnan อดีต james bond 007 คนที่ผมชอบในการแสดงของแกครับ แกมาในบทคุณครูที่เป็นเซ็นทรอล ก็ครึ่งคนครึ่งมาแหล่ะครับ แกก็ยังเท่อยู่เหมือนเดิม

หนังเรื่องนี้ทำ CG ได้แจ่มมากๆ ต้องบอกว่ามี 10 คะแนนให้ 9 เลยครับ แล้วหนังก็ไหลลื่นด้วยการเดินเรื่องที่ฉับไวเข้าใจง่ายไม่งง แต่เรื่องที่ผมติดก็คือเนื้อเรื่องมันง่ายดายไปหมดก็ต้องบอกว่ามันเป็นไปตามแนวของหนังที่เป็นหนังเด็กถ้าทำเนื้อเรื่องซับซ้อนก็จะไม่ได้กลุ่มเป้าหมายหลักที่เป็นเด็ก ผมนั่งดูไปในโรงรอบๆ ที่นั่งผมเด็กตรึมเลยขอบอก เนื่องด้วยหนังเอาหนังสือเด็กมาทำแหล่ะครับจึงได้แฟนเด็กเข้ามาอุดหนุนตามที่หวังไว้


แต่มีข้อสังเกตที่ว่าหนังที่ทำออกมาทำได้ต่างจากหนังอีกเรื่องคือ harry potter เพราะ harry ทำออกมาแบบบรรยากาศหม่นหมองจริงจัง ซึ่งบรรยาการที่ออกมาก็ขึ้นกับผู้กำกับแต่ละท่านที่มากำกับ แต่ผมจำได้ว่า คริส โคลัมบัส เคยทำหนังเรื่อง harry potter เหมือนกันนะถ้าจำไม่ผิด และผมก็ชอบสไตล์ที่แกกำกับไว้ด้วยครับ เรียกว่าแกเป็นยอดฝีมือแห่งยุคคนหนึ่งเหมือนกันครับ

เล่ามาก็จะหมดแล้วก็ต้องบอกว่าถ้าได้เข้าไปดูหนังก็ดูแบบหนุกๆ อย่าไปคาดหวังไรมากแล้วจะสนุก ผมว่าดาราเด็กที่แสดงในหนังเรื่องนี้อนาคตไกลครับต้องรอดูกันต่อไป เอาไว้คราวหน้ามาเจอในหนังเรื่องต่อไปนะครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://www.youtube.com/watch?v=xko1Mx5w4tg&feature=related





วันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2553

บรรยากาศงานเปิดตัวบ้านฉันตลกไว้ก่อน




วันนี้มาอีกแล้วครับหลังจากไม่ได้อัพมานานหลายวันก็พอดีค่ายหนังอารมณ์ดีฝากข่าวบรรยากาศงานเปิดตัวบ้านฉันตลกไว้ก่อนมาให้ก็พอดีเลยครับ วันนี้ก็เป็นวันแรกที่เข้าฉายด้วย มาดูกันครับสัมผัสบรรยากาศงานกันก่อนๆ ที่จะเข้าไปดูหนังกันจริงๆ ซึ่งผมเองได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้มาแล้วก็บอกได้ว่าน่าดูอีกแล้วครับ อาจเป็นเพราะมีพอลล่าด้วยกระมังที่ทำให้หนังน่ารักน่าดูสดใสขึ้น แต่ที่น่าสนใจก็คือเนื้่อเรื่องที่ทำออกมาผมว่าได้ใจคนดูแน่นอนครับ เอาไว้ว่างๆ ผมจะเข้าไปดูแน่นอนครับไม่พลาดอยู่แล้วกับหนังของ GTH ครับ

ค่ายหนังอารมณ์ดี “จีทีเอช” จัดงานรอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์แนว แฟมิลี่ คอมเมอดี้ “บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้) ของ 2 ผู้กำกับ บอล-วิทยา ทองอยู่ยง และเมษ ธราธร ที่ได้นักแสดงตลก จตุรงค์ พลบูรณ์, ตี๋ ดอกมะดัน, ท๊อป แคระ และนางเอกสุดฮอต พอลล่า เทย์เลอร์, อรอนงค์ ปัญญาวงศ์ พร้อมด้วยดาวรุ่งดวงใหม่ เฟม-ชวิน ลิขิตเจริญพงศ์, จีน่า-ณิชาพัชร์ จารุรัตนวารี ฯลฯ มาร่วมสร้างเสียงหัวเราะ ร่วมกับ 2 พิธีกรคู่ซี้ เปอ-สุวิกรม อัมระนันท์ และ แจ็ค-เฉลิมพล ฑิฆัมพรธีรวงศ์ ณ ลาน อินฟินิตี้ ฮอลล์ พารากอน
งานนี้ 2 พิธีกร คู่ซี้ เปอ-แจ็ค นำเข้างาน ด้วยการเปิดตัวนักร้องสุดฮอต ว่าน-ธนกฤต พานิชวิทย์ ที่มาโชว์เพลง “อารมณ์ดี” เพลงประกอบภาพยนตร์ บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้) ท่ามกลางเสียงกรี๊ดกังกระหึ่ม
จากนั้น เหล่านักแสดงนำ จตุรงค์, พอลล่า, อรอนงค์, ตี๋ ดอกมะดัน, น้องเฟม, น้องจีน่า และ2 ผู้กำกับ บอล-วิทยา กับ เมษ ธราธร มาร่วมสร้างความฮา โชว์ต่อมุขตลกแบบขำกระจายกันทั้งงานบรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ และรอยยิ้ม สมกับที่เป็นหนังฮา อบอุ่น ละมุนใจ
ปิดท้ายความสนุกด้วยการถ่ายภาพหมู่ของเหล่านักแสดง พร้อมด้วยผู้บริหาร วิสูตร พูลวรลักษณ์, จิรา โอสถศิลป์, จิระ มะลิกุล มาร่วมเป็นกำลังใจ ก่อนชมภาพยนตร์ “บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้) ที่จะเข้าฉาย 11 มีนาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์

วันอาทิตย์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2553

Daybreakers วันแวมไพร์ครองโลก

Daybreakers วันแวมไพร์ครองโลก




เมื่อวานผมได้ไปดูหนังเรื่อง Daybreakers วันแวมไพร์ครองโลก ผมนั่งคิดก่อนเข้าโรงหนังว่าจะดูดีไหมหรือว่าไม่ดูดีเพราะผมคิดไปถึงเรื่อง Blade เพราะคิดว่ามันจะคล้ายๆ กัน จริงๆ แล้วหนังสองเรื่องนี้มีจุดเชื่อมโยงเหมือนกันที่ว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับแวมไพร์แต่ทว่าเนื้อหาจะต่างกันที่ว่าเรื่อง blade เป็น action ที่เรียกว่ามันส์ทุกฉากมันส์ทุกภาคเลยครับ แต่กับหนังเรื่อง Daybreaker ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจที่ว่าอนาคตของมนุษยชาติจะต้งอตกอยู่ก้บความเสี่ยงที่ต้องสูญสิ้นเพราะต้องตกเป็นอาหารให้กับแวมไพร์ แค่ฟังแค่นี้ก็น่าสนใจใช่ไหมครับ เรามาดูกันเลยว่าองค์ประกอบของหนังนี่มันมีที่มาที่ไปอย่างไรแล้วมัน่าน่าสนใจอย่างไรถึงต้องไปดูกัน

จุดแรกก็คือ Daybreakers ภาพยนตร์แอ็คชั้นล้ำ นำแสดงโดย นักแสดงที่เคยเข้าชิงออสการ์มาแล้ว 2 ครั้ง อีธาน ฮอว์ก (นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม: TRAINING DAY ปี 2001 และ บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม: BEFORE SUNSET ปี 2004) ร่วมด้วย วิลเลม เดโฟ และ แซม นีลล์ ทุ่มทุนสร้างสุดอลังการจากทีมผู้สร้าง The Matrix และ 28 Days Later เขียนบทและกำกับภาพยนตร์โดย ไมเคิล และ ปีเตอร์ สไปริก

เรื่องย่อ Daybreakers

ไลออนส์ เกตพร้อมแล้วที่จะพัฒนาเรื่องราวของเหล่าแวมไพร์ไปสู่ทิศทางใหม่ในภาพยนตร์ ไซไฟทริลเลอร์ล้ำอนาคต Daybreakers วันแวมไพร์ครองโลก

ปี 2019 โรคระบาดลึกลับแพร่กระจายไปทั่ว เปลี่ยนผู้คนค่อนโลกให้เป็นแวมไพร์กระหายเลือด มนุษย์ที่ยังเหลือรอดลดระดับลงมาเป็นสปีชี่ส์ที่ถูกคุกคาม ต้องคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ ให้รอดพ้นจากการไล่ล่าและถูกจับไปเลี้ยงไว้ในฟาร์ม เพื่อนำเลือดสด ๆ มาเป็นอาหารอันโอชะของเหล่าแวมไพร์จนเกือบจะสูญพันธุ์อยู่รอมร่อ

ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ เอ็ดเวิร์ด ดัลตัน เท่านั้น เขาคือแวมไพร์นักวิจัยผู้ปฏิเสธการดื่มเลือดมนุษย์เป็นอาหาร พยายามค้นคว้าหาสิ่งทดแทนเลือด เพื่อการยังชีพของแวมไพร์ และดำรงไว้ซึ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่เหลืออยู่ไม่มาก จวบจนช่วงที่เวลาและความหวังกำลังจะหมดลง เขาได้พบกับ ออเดรย์ มนุษย์ผู้รอดชีวิตและนำเขาไปสู่การค้นพบทางการแพทย์ครั้งสำคัญ หลังจากนั้น ด้วยความที่มีความรู้ประดุจอาวุธที่ทั้งมนุษย์และแวมไพร์ต่างหมายปอง เขาจึงต้องรบกับเผ่าพันธุ์ของตัวเองในสงครามที่จะตัดสินชะตาของมวลมนุษยชาติ

ภาพยนตร์ล้ำสมัยกระแทกอารมณ์บู๊กระหน่ำ Daybreakers นำแสดงโดย นักแสดงที่เคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วสองครั้ง อีธาน ฮอว์ก (นัก แสดงสมทบชายยอดเยี่ยม : TRAINING DAY ปี 2001 และ บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม: BEFORE SUNSET ปี 2004) ร่วมด้วย วิลเลม เดโฟ และ แซม นีลล์ แต่งหน้าเอฟเฟกต์สร้างสรรค์โดย WETA Workshop เขียนบทและกำกับภาพยนตร์โดย สองพี่น้องสไปริก)

ไลออนส์เกต และ ฟิล์ม ไฟแนนซ์ คอร์ปอเรชั่น ออสเตรเลีย ภูมิใจเสนอ ผลงานของ เฟอร์สท์ ฟิล์ม, ไลออนส์เกต และ พาราไดซ์ โปรดักชั่น ร่วมด้วย เดอะ แปซิฟิก ฟิล์ม และ เทเลวิชั่น คอมมิสชั่น อันเป็นหนึ่งในภาพยนตร์โดย สองพี่น้องสไปริก


จากที่ได้ดูมานั้นผมว่าอารมณ์หนังมันเป็นอารมณ์หนังสยองปนดราม่าครับ ต้องบอกว่าหนังไม่ได้บู๊ตลอดแต่ว่าสอดแทรกความเป็นดราม่าให้กับหนัง ต้องบอกว่าสอดแทรกได้อย่างมีศิลปะเยี่ยมทีเดียวแล้วตัวผู้แสดงเองก็ล้วนแต่เขี้ยวลากดินทั้งนั้นครับ เคยเข้าชิงออสการ์กันหลายคนเลยไมว่าจะเป็น อีธาน ฮอวก์ วิมเลี่ยม เดโฟ แซม นีล เรียกว่าล้วนแต่เป็นคนที่มากความสามารถกันทั้งนั้น ผมว่าเรื่องนี้คุ้มค่าที่จะดูครับแต่ต้องบอกว่าความชอบแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผมดูผมว่าโอเคนะครับเรื่องนี้แต่ไม่ถึงกับว่าเป็นที่ชอบของคนที่ชอบหนังบู๊ครับ สรุปโดยรวมเรื่องนี้ดีครับดูได้ไม่เสียดายตังค์(เพราะผมใช้บัตรฟรีดูครับ 555) จะให้เล่ามากกว่านี้ผมว่าไม่ดีแน่ครับไปดูกันนะครับรับรองจริงๆ ถ้าไม่ดีหรือชอบไม่ชอบจุดไหนก็เมล์มาเล่าให้ฟังบ้างครับแชร์ไอเดียกันครับ

วันแวมไพร์ครองโลก (M Pictures)
กำหนดฉาย : 4 มีนาคม 2553
แนว : แอ็คชั่น
นำแสดง : อีธาน ฮอว์ก (New York, I Love You, Before Sunset, Training Day), วิลเลม เดโฟ (Shadow of the Vampire), แซม นีลล์ (Wimbledon, Jurassic Park III), Isabel Lucas (Transformers: Revenge of the Fallen)
กำกับ : ไมเคิล และ ปีเตอร์ สไปริก (Undead)

ขอบคุณข้อมูลจาก
http://movie.kapook.com/view10865.html
http://www.youtube.com/watch?v=kq7UseH93XQ

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

“เฟม” เขิน กอด “พอลล่า” กลางสะพาน ในหนัง “บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้)



ค่ายหนังอารมณ์ดี “จีทีเอช” เตรียมส่งหนังแนวแฟมิลี่ คอมเมอดี้ ให้แฟนๆ ได้ฮา อบอุ่น ละมุนกันทุกบ้าน “บ้านฉัน..ตลกไว้ก่อน(พ่อสอนไว้)”ของ 2 ผู้กำกับ บอล-วิทยา ทองอยู่ยง และ เมษ ธราธร ที่ได้นางเอกสุดฮอต พอลล่า เทย์เลอร์ มาพลิกบทบาทเป็นหมอรักษาสิว ที่ถูกเด็กวัย 11 ปี น้องเฟม-ชวิน ลิขิตเจริญพงศ์ ที่ห่างกันเกือบรอบมาหลงรัก เพียงเพราะเธอขำในมุขตลกของเขา
เบื้องหลังฉากน่ารัก ประทับใจ ของพระเอก-นางเอก ที่วัยห่างกันเกือบรอบ นั้น 2 ผู้กำกับ บอล-เมษ ยกกองไปปักหลักถ่ายทำกันที่สะพานข้ามแม่น้ำ จ.ลพบุรี ซึ่งไปถ่ายทำกันตั้งแต่ หกโมงเช้า เป็นฉากที่ 2 ผู้กำกับ บอล-เมษ ยกให้เป็นฉากห้าดาว เพราะทั้งพอลล่า และเฟม เล่นได้ดีเกินคาดหมาย เป็นฉากที่ถ่ายทำกันอย่างยากลำบาก เพราะต้องกั้นรถไม่ให้ขึ้นมาบนสะพาน แล้วไหนจะชาวบ้านที่มามุงดูอีก ไหนจะต้องเก็บตัวพอลล่า ให้ทำสมาธิ และอินไปกับตัวละคร “หมอน้ำแข็ง” เพราะซีนที่ถ่ายทำวันนี้ เป็นซีนดราม่า ที่พอลล่า เล่นได้ดีมาก ส่วนน้องเฟม วันนั้นเต็มที่มาก เฟมสื่ออารมณ์ของการอยากช่วยเหลือผู้หญิงที่ตัวเองรัก และพูดจาให้กำลังใจ ได้อย่างประทับใจ เรียกว่าถ้าได้ดูฉากนี้ในหนัง ผู้หญิง หรือผู้ชายทุกคนต้องแอบหลงรักเฟม

ฉากนี้ พอพระอาทิตย์ขึ้นแสงแรกของพระอาทิตย์ ผู้กำกับสั่งกั้นรถ ปิดการจราจร และปล่อยให้พอลล่า ทำอารมณ์ เพราะเป็นซีนดราม่าครั้งสำคัญของเธอ จากนั้นก็ให้น้องเฟม ทำอารมณ์ และเดินมาคู่กับพอลล่า เพื่อพูดจาให้คำปรึกษา ใครจะรู้ว่า “ล้อต๊อก” เด็ก 11 ขวบ ที่หลงรัก หมอน้ำแข็ง ที่มีอายุห่างกันเกือบรอบ จะพูดจาปรึกษากันเข้าได้เป็นอย่างดี และคำพูดปลอบประโลม ทำให้หมอน้ำแข็งในเรื่อง และตัวพอลล่า ถึงกับหลั่งน้ำตาและเข้าไปสวมกอด เพราะตื้นตันใจ
บอล-เมษ ผู้กำกับเผยว่า “ฉากนี้เป็นฉากที่พอลล่า และเฟมเล่นได้ดีมากครับ พอลล่าเซอร์ไพร์มผมมากๆ จากคะแนนเต็มสิบ เราให้พอลล่า 20 คะแนนเลยค่ะ ตอนที่เราเห็นทั้งคู่เล่นในจอมอนิเตอร์ บอกได้คำเดียวว่า ภาพสวยและได้ความรู้สึกมาก สามารถสะกดคนทั้งกองถ่ายให้อินไปกับฉากนี้”
พอลล่า เผยว่า “ซีนนี้พอลล่าทำอารมณ์อยู่นานมาก เพราะซีนดราม่าเราจะเล่นไม่ค่อยได้ แต่พอเฟมส่งอารมณ์ และคำพูดที่น้องเขาใช้ปลอบใจเรา ทำให้เราอินมากนะ แบบว่าน้ำตาซึม พอลล่าอินกับตัวละครหมอน้ำแข็งมาก เล่นได้แบบธรรมชาติ เพราะเราเข้าไปกอดน้องเฟม แบบว่าขอบคุณที่ให้กำลังใจเรา แม้เขาจะอายุ 11ขวบแต่คำพูดของ
เขา ทำให้เราประทับใจค่ะ อยากรู้ว่าฉากนี้ น่ารัก อบอุ่น ประทับใจขนาดไหน 11 มีนาคมนี้ ทุกโรงภาพยนตร์”

วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

The Classic คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต

The Classic คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต



วันนี้ตอนนั้งรถกลับบ้านเห็นเด็กนักเรียนม.ปลาย ดูโทรทัศน์ด้วยมือถือแถมดูละครเกาหลีเสียด้วยสิ พอมาถึงบ้านผมมานั่งๆ คิดว่าเอเดี๋ยวนี้กระแสเกาหลียังไม่จางหายจากบ้านเราเลย ผมก็เลยเปิดบล็อกของผมเองขึ้นมาดู อ่านเรื่องที่เขียนไปเมื่อวานก็นึกในใจว่ากระแสเกาหลีฟีเวอร์มาแรงจริงๆ ผมก็เป็นอีกคนที่ได้รับกระแสนี้อย่างเต็มๆ ไม่แต่เกาหลีนะครับ ญี่ปุ่นฟีเวอร์ผมก็รับมาเต็มๆ เกาหลีนี่ผมชอบหนังเค้าสร้างออกมาได้ใจได้อารมณ์ ผมชอบรายการแฟมิลี เอ้าท์ติ้งด้วยครับ ชอบ MC ยู แจ ซอก ชอบ เยจินและก็เฮียวริ ผมติดตามดูครบเลยโหลดจากเวปนี่แหล่ะมีทุกตอนด้วยสนุกดีขอบอก ตอนนี้ขึ้นซีซั่นสองแล้วเปลี่ยนพิธีกรยกทีมเลย ก็ต้องดูกันว่าจะมาแรงเหมือนซีซั่นแรกหรือเปล่า ส่วนญี่ปุ่นผมชอบหนังซีรีย์ครับจะบอกว่าสนุกสุดๆ เหมือนกันดูเกือบทุกเรื่องเลย ไมว่าจะเป็นเรื่อง Hero ที่คิมูระ ทาคูยะแสดง ชอบเรื่อง Galieo ที่หนู โค ชิบาซากิ แสดงกับ Fukuyama Masaharu ที่แสดงเป็นยูกาว่า เซนเซ ก็คืออาจารย์มหาวิทยาลัยนั่นแหล่ะครับ ชอบน้อง มาซามิ นากาซาว่า ที่แสดงเรื่อง Operation Love น้องแกน่ารักสุดๆ ชอบน้องโทดะ เอริกะ ที่แสดง Liar Game น้องเค้าก็น่ารักสุดๆ เดี๋ยวผมจะเอามาเล่าทีละเรื่องๆ กันไปเลย แต่อีกนั่นแหล่ะ แต่ก่อนที่จะออกนอกเรื่องมาว่ากันกับหนังที่อยากแนะนำให้ดูกัน

" The Classic คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต " ตอนนั้นผมไปดูหนังเรื่องนี้ไม่ทันหนังออกโรงก่อน แต่ได้น้องที่ออฟฟิศเก่าเค้าเอาแผ่นมาให้ดู ผมว่าที่ผมชอบดูหนังเกาหลีนี่ก็เป็นอิทธิพลจากน้องคนนั้นด้วยเหมือนกัน ว่ากันต่อเรื่องนี้ครับ ผมว่าหลายๆ คนคงได้เคยดูผ่านตามาแล้วบ้างแหล่ะแต่ถ้ายังไม่เคยดูก็มาติดตามเรื่องราวความรักที่สุดแสนจะโรแมนติกทีผมก็อยากให้เกิดกับผมเหมือนกันนะนี่ หนังเรื่องนี้บอกผมว่าพรมลิขิตรักไม่อาจฝืนได้ แม้ว่าจะพยายามอย่างไรถ้าไม่ใช่คู่กันแล้วก็ยากจะลงเอยกันได้

หนังเรื่องนี้มาพร้อมกับเนื้อหาความรักที่ไม่สมหวังแต่กว่าจะลงเอยกันได้ก็แทบตาย เรื่องนี้มีทั้งรักทั้งเศร้า ความรักที่เพื่อนมีให้ต่อกัน การเสียสละเพื่อความรักที่ยอมได้แม้ต้องผิดหวัง มีครบรสเลยครับ มาๆ ว่ากันว่าทำไมหนังเรื่องนี้ถึงน่าดู ทำไมหนังเรื่องนี้ถึงได้ใจผมไปเต็มๆ ผมไม่รู้นะว่าคนอื่นๆ จะชอบเหมือนผมไหมแต่เอาว่าผมชอบในแบบของผมและผมอยากให้ลองหาหนังมาดูครับไม่ผิดหวังแน่นอน

ก่อนอื่นมาดูเรื่องย่อกันครับ The Classic เล่าเรื่องราวของ Ji-hae และ Soo-kyoung สองสาวเพื่อนสนิทที่ยอมเข้าร่วมกิจกรรมกับชมรมละครเวทีเพื่อจะได้ใกล้ชิดกับ Sang-min ชายหนุ่ม ซึ่ง Soo-kyoung แอบปลื้ม เธอวานให้ Ji-hae ช่วยเขียนอี-เมล์รักส่งถึง Sang-min อยู่บ่อยครั้งโดยที่เธอไม่ระแคะระคายเลยว่า Ji-hae เองก็แอบมีใจให้ Sang-min เหมือนๆกับเธอ

Ji-hae เสียสละโดยยอมหลีกทางให้กับเพื่อนสาว เธอยังทำหน้าที่เขียนอี-เมล์ให้กับ Soo-kyoung แต่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพบหน้า Sang-min แม้ว่าเขาจะเชื้อเชิญเธอให้ไปเที่ยวหรือทางข้าวด้วยกัน กอปรกับในช่วงเดียวกัน Ji-hae ได้ค้นพบสมุดบันทึกและจดหมายรักของคุณแม่ในตู้เก็บของ เธอจึงเก็บตัวเงียบ ใช้เวลากับการอ่านข้อความเหล่านั้นอย่างตั้งใจ จนได้พบว่าความรักของคนรุ่นพ่อแม่ของเธอก็มีอุปสรรคนานัปการสาหัสยิ่งกว่า สิ่งที่เธอกำลังประสบแม่ของเธอคือ Joo-hee พบรักแรกกับ Joon-ha แต่เธอถูกผู้ใหญ่มั่นหมายให้แต่งงานกับลูกชายพ่อค้าใหญ่ซึ่งเป็นเพื่อนกับ Joon-ha ทั้งคู่จึงต้องเก็บงำความรู้สึกที่มีต่อกันปิดบังทั้งเพื่อนและพ่อ เพื่อแอบพบกันอย่างลับๆ Joon-ha จำยอมเขียนจดหมายรักตามคำขอร้องของเพื่อนเพื่อส่งให้กับ Joo-hee จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมที่ไม่คาดคิด ส่งให้ Joon-ha ตัดสินใจบอกลา Joo-hee และสมัครเข้ากองทัพเพื่อร่วมรบในสงคราม ก่อนที่ทั้งคู่จะจากกัน Joo-hee ได้มอบสร้อยเงินเส้นรักให้แก่ Joon-ha เพื่อเป็นสัญญาใจว่าเขาจะต้องมีชีวิตกลับมาเพื่อนำสร้อยเส้นนี้คืนเธอ

Ji-hae รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดในรุ่นคุณแม่ และพึงได้ตระหนักว่า การเสียสละบางอย่างเพื่อใครบางคนอาจเป็นสัมผัสอันงดงาม แต่ผู้เสียสละด้วยการโป้ปดหัวใจของตนเองคงต้องเตรียมพร้อมและยอมรับกับความ เจ็บปวดที่จะตามสนอง ซึ่งบางครั้งก็รุนแรงจนสร้างแผลลึกในความทรงจำและไม่อาจหายาวิเศษขนานใด มาสมานได้ชั่วชีวิต

เป็นไงครับเรื่องย่อของหนังเรื่องนี้ ซึ่งลองดูจาก MV ที่ผมเอามาให้ดูครับ สำหรับ MV ที่เอามาให้ดูนี่ก็ต้องบอกว่าผมก็ชอบอีกเพราะดนตรีที่ทำออกมาทำได้กินใจมากๆ โดยเฉพาะเสียงกีตาร์ตอนอินโทร มันใสกรุ๊งกริ๋งได้ใจจริงๆ ครับ เนื้อหาจะเรียงร้อยตามหนังเลยครับ ผมชอบที่ว่าหนังให้ความรักของรุ่นพ่อแม่ไม่สมหวังและรุ่นลูกก็ทำท่าว่าจะไม่สมหวังอีกเพราะอุปสรรคคอยขวางกั้น แต่อะไรจะมาสู้รักแท้ที่มีให้กันดังนั้นความรักของรุ่นลูกก็เลยสมหวังแม้ว่าต้องเจออุปสรรคที่ว่าสาหัสสากรรณขนาดไหน

จะว่าไปในหนังมีหลายๆ ฉากที่ผมชอบไมว่าจะเป็นพ่อของพระเอกที่ยอมสละหญิงสาวที่เค้าให้กับเพื่อนรักที่ชอบหญิงสาวเหมือนกัน ดังนั้นจึงเป็นที่มาของความรักที่แสนเศร้า ผมยังชอบอีกตอนครับ จุนฮากลับมาจากสงครามแล้วมาพบกับจูฮี ซึ่งจุนฮาพยายามสร้างบรรยากาศการพูดคุยให้สนุกสนาน เขามองไปที่เปียโนและพูดถึงเด็กชายที่นั้งเล่นเปียโนทั้งๆ ที่เด็กชายนั้นได้มานั่งข้างหลังของจุนฮาแล้ว จุนฮีถึงกลับน้ำตาไหลเมื่อรู้ว่าจุนฮาตาบอดไปแล้วแต่ยังพยายามปิดเธอไม่ให้รู้แถมยังโกหกว่าเขาแต่งงานไปแล้วเพื่อให้จุนฮีได้ตัดใจจากเขา ผมน้ำตาคลอเลยครับ เมื่อตอนจุนฮาเดินสะดุดโต๊ะล้มลงแต่ยังบอกว่าตัวเองไม่เป็นไร มันซึ้งจนผมอยากร้องไห้เลยล่ะ ถามว่าผมชอบความรักของรุ่นจุนฮาหรือจีฮี ผมว่าผมชอบรุ่นจุนฮาครับ รักบริสุทธิ์ ใสซื่อ การเสียสละที่พร้อมให้ทุกอย่างกับคนที่เรารัก แต่ความรักในรุ่นลูกผมก็ชอบนะครับแต่ผมชอบรุ่นจุนฮามากกว่า

ตอนผมซื้อ DVD เรื่องนี้เป็นรุ่น limited Edition รับในกล่องมีสมุดภาพด้วย สวยครับน่ารักเชียว เห็นว่าตอนหนังเข้านี่ดาราที่แสดงเรื่องนี้ถึงกับต้องบินมาโชว์ตัวด้วยเลยนะครับ เสียดายว่าผมก็ไม่ได้ไปดูอีกนั่้นแหล่ะ เขียนมาเยอะแล้วก็ไปหามาดูนะครับ เรื่องนี้ผมยกให้เป็นหนึ่งในเรื่องโปรดของผมเลยล่ะ และอยากบอกว่าผู้กำกับ Kwak Jae-yong คนนี้กำกับหนังได้เยี่ยมมากๆ แกยังไปทำหนังเรื่อง Cyborg She ด้วยนะครับ กำกับน้อง ฮารุกะ ฮายาเซะ ได้น่ารักมากๆ เอาเป็นว่าอย่าพลาดครับ



The Classic คนแรกของหัวใจ คนสุดท้ายของชีวิต
Directed by Kwak Jae-yong
Produced by Shin Chul
Written by Kwak Jae-yong
Starring Son Ye-jin
Jo In-sung
Jo Seung-woo
Release date(s) January 29, 2003
Running time 127 min

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
http://en.wikipedia.org/wiki/The_Classic
http://www.youtube.com/watch?v=m52MiAtI7p8
http://www.freewebs.com/pichate1964/kr/theclassic1.html
http://jkdramas.com/movies/theclassic.htm
http://movie.sanook.com/movie/movie_08634.php